ศาลฎีกาไม่เข้าข้างนักลงทุนหุ้น
เมื่อวันที่ 15 มกราคมศาลฎีกาสหรัฐลงมติ 5-3 ไม่เข้าข้างผู้ลงทุนในตลาดหุ้นที่ยื่นฟ้องผู้เกี่ยวข้องและทำธุรกิจให้กับบริษัทที่นำเข้าตลาดหุ้นและเกิดการฉ้อโกงขึ้นมา
คำตัดสินของศาลเป็นการคุ้มครองบริษัทจัดหา(suppliers)ธนาคาร(banks)บริษัทจัดทำบัญชี( accountants)และสำนักงานทนายความ(law
firms)ที่ทำธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับบริษัทที่ฉ้อฉลเรื่องหุ้น
คดีนี้เหมือนเช่นกรณีที่ผู้ลงทุนซื้อหุ้นในบริษัท Enron Corp. ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหาย 30 พันล้านดอลลาร์ต่อธนาคารหรือสถาบันที่จัดการลงทุน( Investment banks) ในตลาดหุ้นวอลสตรีท โดยระบุว่าธนาคารเพื่อการลงทุนเหล่านี้ปกปิดปัญหาทางการเงินของบริษัท Enron
คดีดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อการยื่นฟ้องโดยนักลงทุนบริษัทเอนรอนที่เรียกค่าเสียหายแน่นอน
หลังจากพิพากษาแล้วองค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีการจะนำคดีเอนรอนชี้ขาดในวันที่
17 มกราคมต่อไป
คดีที่ผู้พิพากษาตัดสินคือคดี Stoneridge v. Scientific-Atlanta,
06-43 ได้รับความสนใจจากบริษัทธุรกิจและอุตสาหกรรมโดยทั่วไป สาเหตุเพราะหากตัดสินเข้าข้างผู้ซื้อหุ้นของบริษัทที่นำเข้าตลาดหุ้นจะส่งผลให้เกิดการฟ้องร้องตามมาอีกมากมาย
ศาลพิจารณาคดีกรณีผู้ลงทุนยื่นฟ้องระบุว่าได้มีการฮั้วหรือรู้เห็นกันระหว่างบริษัท Charter Communications Inc.
กับบริษัทซัพพลายเพื่อทำให้มูลค่าสต๊อคสูงขึ้น ผู้พิพากษาชี้ว่าผู้ลงทุนในหุ้นของบริษัทชาร์เตอร์ไม่มีสิทธิ์ยื่นฟ้องในคดีการค้าที่ไม่เป็นธรรม
(deceptive
acts)ต่อบริษัทซัพพลายของชาร์เตอร์เพราะไม่ทราบขั้นตอนของบริษัทซัพพลาย
บริษัทชาร์เตอร์ได้กำไร 17 ล้านดอลลาร์นั้นผู้พิพากษาชี้ว่าไม่ได้เกิดจากการกระทำความผิดโดยการรู้เห็นเป็นใจของบริษัทซัพพลาย
2 บริษัทประกอบด้วยScientific-Atlanta Inc. และ Motorola Inc.,
คำตัดสินของศาลฎีการครั้งนี้ทำให้ผู้ลงทุนในหุ้นของบริษัท Enron อาจสิ้นสุดเพราะจะนำกลับลงไปยังศาลระดับล่างลงไปอีกก็ลำบากเพราะผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ก็ตัดสินทำนองเดียวกันนี้เรียบร้อย ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของศาลฎีกา
อย่างไรก็ตามทนายความของผู้ลงทุนในหุ้นบริษัทเอนรอนยังสามารถถกเถียงได้เพราะแตกต่างจากกรณีบริษัทซัพพลาย
ทั้งนี้ Investment Bank ได้มีการเขียนและวิเคราะห์ข้อมูลความน่าลงทุนไว้เป็นลายลักษณ์อักษร
ผู้ลงทุนจะตัดสินใจลงทุนก็ขึ้นอยู่กับข้อมูลเหล่าน.....อ่านต่อ
|