|
สถานการณ์เมืองไทยเข้าขั้นหนัก
เมื่อวันที่
9 มีนาคมที่ประชุมคณะรัฐมนตรี
(ครม.) เห็นชอบประกาศใช้
พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร
พ.ศ.2551 ในพื้นที่
กทม.และ 7
จังหวัดใกล้เคียง
ประกอบด้วยกรุงเทพฯและนนทบุรี ทั้งจังหวัด
ส่วนที่ปทุมธานีให้ใช้ในเขต อ.เมือง,ธัญบุรี,สามโคก,
คลองหลวงและลาดหลุมแก้ว
จ.สมุทรสาคร
ในอ.เมืองและกระทุ่มแบน
สมุทรปราการใน
อ.เมือง,บางพลี,บางเสาธง,บางบ่อและพระประแดง
จ.นครปฐมใน
อ.พุทธมณฑล,นครชัยศรี
และสามพราน
จ.ฉะเชิงเทรา
ในเขต อ.เมือง,จ.พระนครศรีอยุธยา
ใน อ.บางปะอิน,บางไทร,ลาดบัวหลวงและวังน้อย
ระหว่างวันที่
11-23 มีนาคม ศกนี้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯนี้ให้อำนาจกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร
(กอ.รมน.) มีอำนาจในการป้องกัน
แก้ไข ปราบปราม
ระงับยับยั้งสถานการณ์ฉุกเฉิน
โดยกฎหมาย 14 ฉบับเดิมบังคับใช้อยู่แล้ว
และเพิ่มเติมมาอีก 4 ฉบับประกอบด้วยพ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย
พ.ศ.2546 พ.ร.บ.เครื่องวิทยุโทรคมนาคม
พ.ศ.... ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง
พ.ศ.2550 และ
พ.ร.บ.การแพทย์ฉุกเฉิน
พ.ศ.2551 กอ.รมน.มีอำนาจหน้าที่ออกข้อกำหนดตามมาเช่นห้ามเข้าออกพื้นที่
ห้ามออกนอกเคหสถาน
ห้ามใช้เส้นทางจราจร
ฯลฯ พร้อมสั่งการจัดวางกำลังตามแผน
เพื่อรักษาความสงบและความปลอดภัย
ขณะเดียวกันสำนักพระราชวังออกประกาศเมื่อวันที่
9 มีนาคมงดให้ประชาชนลงนามถวายพระพร
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
ที่ศาลาศิริราช
100 ปี โรงพยาบาลศิริราช
ตั้งแต่วันที่
11-23 มี.ค.นี้ เพื่อให้สอดคล้องกับการที่รัฐบาลประกาศใช้
พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร
ระหว่างวันและเวลาดังกล่าว
เหตุครั้งนี้เป็นเพราะกลุ่มนปช.หรือคนเสื้อแดงประกาศนำประชาชนทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดเดินทางเข้ามาชุมนุมในระหว่างวันที่
12-14 มีนาคมเพื่อขับไล่รัฐบาลหรือให้ประกาศยุบสภา
โดยแยกกระจายออกเป็น
9+1 หมายถึงการเคลื่อนทางภาคพื้นดินเข้ากรุงเทพฯ
9 จุดและขบวนเรือจากอยุธยาผ่านปทุมธานีมาขึ้นที่ท่าพระจันทร์อีก
1 จุด โดยรัฐบาลคาดว่าจะมีคนเข้ามาชุมนุมไม่น้อยกว่า
1.5 แสนคน เป็นเหตุให้รัฐบาลต้องใช้มาตรการต่างๆเพื่อรับมือควบคุมฝูงชนที่จะทำให้กรุงเทพฯเป้นอัมพาต,อาจก่อการจลาจล,ก่อวินาศกรรม,ขว้างระเบิด,เผาสถานที่ราชการรวมทั้งบ้านบุคคลสำคัญ รัฐบาลใช้กำลังอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน
(อปพร.) 4.6 หมื่นคน,ใช้ตำรวจ 100 กองร้อยหรือ
15,000 คน และยังมีกำลังทหารสนับสนุนอีกส่วนหนึ่ง
ขั้นตอนต่อไปรัฐบาลอาจประกาศพระราชกฤษฎีกาในสถานการณ์ฉุกเฉิน(พ.ร.ก.ฉุกเฉิน)เพื่อใช้กำลังระงับเหตุได้มากขึ้น
สถานการณ์เช่นนี้รัฐบาลได้บทเรียนจากเหตุการณ์เดือนเมษายน
2009 ที่กลุ่มคนเสื้อแดงนำกำลังออกยึดสี่แยกสำคัญ,การเผารถเมล์และทำลายทรัพย์สินอื่นๆ
กลุ่มคนเสื้อแดงได้รับการสนับสนุนจากพ.ต.ท.ทักษิณ
ชินวัตรโดยตรง
ดังจะเห็นได้จากการทวิตข้อความผ่านเว็บบล็อก
Twitter.com
วันที่ 6 มีนาคมว่า
” รัฐบาลที่อ้างว่ามาจากการเลือกตั้ง
ที่แท้ก็เป็นนอมินีของอำมาตย์
อยู่ในร่างทรงเผด็จการสุดๆ
ที่ด่าผมมาวันนี้ทำเสียเองหนักกว่าทุกเรื่อง ขอเชิญชวนผู้รักประชาธิปไตย
ผู้รักความยุติธรรม
ผู้ต้องการโอกาสที่เสมอภาค
ผู้คิดว่าผมถูกรังแกอย่างโหดเหี้ยมไร้มนุษย์ธรรมออกมาร่วม March on March 14”
สถานการณ์เช่นี้จะต้องไม่ประมาทและจับตามองอย่างใกล้ชิด
ความรุนแรงเกิดได้ทุกขณะ
เมื่อไม่มีใครบังคับบัญชาแท้จริง
9-10 จุดที่รวมตัวกันนั้น
ใครจะสั่งการ สถานการณ์นี้เราเห็นว่าทักษิณประกาศทำสงครามกับประเทศไทยโดยตรง
เพื่อที่จะกลับมามีอำนาจอีกครั้ง
อย่างไรก็ตามการต่อสู้ของทักษิณครั้งนี้ทำให้เรานึกไปถึงคำพูดของหลวงตามหาบัวแห่งวัดป่าบ้านตาดที่ว่า
ในที่สุดแล้วทักษิณก็จะเหลือแต่ตัวเหมือนก่อนจะมาเข้าสู่วงการเมือง
.....ÍèÒ¹µèÍÊÑ»´ÒËì·ÕèáÅéÇ |