ตอนที่9
เรียนรู้เกี่ยวกับสหรัฐอเมริกา
สหรัฐอเมริกาเป็นตัวแทนของระบบประชาธิปไตย พลเมืองสหรัฐเป็นผู้มีบทบาทอย่างสูงในการปกครองประเทศ ในหัวข้อนี้
ท่านจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับว่าพลเมืองอเมริกันเป็นผู้ก่อตั้งรัฐบาลอย่างไร ประเทศสหรัฐเริ่มพัฒนามาอย่างไรและรัฐบาลทำงานอย่างไร
เราประชาชน:บทบาทของพลเมืองในสหรัฐ
ในสหรัฐอเมริกา
รัฐบาลได้รับอำนาจการปกครองประเทศมาจากประชาชน
เรามีรัฐบาลของประชาชน
โดยประชาชนและเพือประชาชน พลเมืองอเมริกันจะเป็นผู้ก่อตั้งรัฐบาลและวางนโยบายบริหารประเทศ ดังนั้นทุกคนจะต้องเรียนรู้ปัญหาของสาธารณะและเข้าไปมีส่วนร่วมในชุมชนของตัวเอง พลเมืองจะเป็นคนเลือกตั้งโดยเสรีเพื่อเลือกบุคคลเข้าไปสู่ตำแหน่งสำคัญในการบริหาร
อาทิเช่นตำแหน่งประธานาธิบดี,รองประธานาธิบดี,วุฒิสมาชิกและส.ส. พลเมืองทุกคนสามารถโทร.หาบุคคลที่ได้รับเลือกตั้งเหล่านี้เพื่อแสดงความเห็นของตน
โทร.ไปขอข้อมูลรวมทั้งขอความช่วยเหลือในบางเรื่อง
รัฐบาลของเรามีองค์ประกอบทางด้านคุณค่าหลายประการคือ : เสรีภาพ,โอกาส,ความเสมอภาคและความยุติธรรม
คนอเมริกันมีส่วนร่วมในคุณค่าเหล่านี้
ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้คือบุคลิกลักษณะของเรา
รัฐบาลสหรัฐปกป้องสิทธิของแต่ละบุคคล ประเทศสหรัฐอเมริกาประกอบขึ้นด้วยพลเมืองที่มีพื้นภูมิหลังแตกต่างกัน
ทั้งในด้านวัฒนธรรมและศาสนา
รัฐบาลของเรารวมทั้งกฎหมายได้เข้ามารวบรวมบุคคลที่แตกต่างกันในด้านความเชื่อเหล่านี้ให้อยู่ในจุดเดียวกันนั่นคือสิทธิอันเดียวกัน(the same rights)และเท่าเทียมกัน
ไม่มีใครที่จะถูกลงโทษหรือได้รับอันตรายหากเขามีความเห็นแตกต่างไปจากคนส่วนใหญ่
ของ,โดยและเพื่อประชาชน: อะไรคือประชาธิปไตย
คำกล่าวที่ว่าประชาธิปไตยหมายถึงรัฐบาลโดยประชาชน ระบบประชาธิปไตยจะมีแตกต่างกันในหลายรูผแบบในประเทศต่างๆ
กล่าวเฉพาะในสหรัฐ
เราเรียกว่าประชาธิปไตยผู้แทน หมายความว่าประชาชนได้เลือกเจ้าหน้าที่เป็นตัวแทนของตนในด้านทัศนะและเกี่ยวข้องในรัฐบาล
สหรัฐเริ่มต้นมาอย่างไร
ในยุคแรกของอาณานิคมและคนรุ่นบุกเบิกที่เดินทางมาอยู่ในสหรัฐอเมริกามีความรู้สึกว่าเขาไม่ได้รับความเป็นธรรม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ถูกลงโทษทางศาสนาในประเทศเดิมของตน
พวกเขาแสดงหาเสรีภาพและโอกาสใหม่ๆ ทุกวันนี้ก็เช่นกัน
ผู้คนเดินทางมาอยู่ในสหรัฐก็มีเหตุผลอันเดียวกัน
ก่อนที่จะแยกตัวออกมาก่อตั้งเป็นประเทศอิสระนั้น
สหรัฐอเมริกาประกอบด้วยอาณานิคม(the colonies) 13 แห่งซึ่งปกครองโดยจักรภพอังกฤษ(Great Britain) ประชาชนที่อาศัยอยู่ในอาณานิคมไม่มีโอกาสได้พูดหรือแสดงความเห็นเมื่อมีกฎหมายออกมาใช้บังคับ
รวมทั้งไม่อาจได้รับรู้ว่าพวกเขาถูกปกครองอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำว่าเสียภาษีโดยไม่มีผู้แทน (taxation
without representation) ความหมายก็คือประชาชนต้องเสียภาษี
แต่ไม่มีโอกาสพูดหรือแสดงความเห็นว่ารัฐบาลบริหารอย่างไรบ้าง
สหรัฐและ
13 อาณานิคมแรก
อาณานิคม
13 แห่งแรกนั้นประกอบด้วยเวอร์จิเนีย,แมสซาชูเส็ทท์,แมรี่แลนด์,คอนเนคติกัต,โรธด์
ไอส์แลนด์,เดลลาแวร์,นิวแฮมเชอร์,นอร์ธ
แคโรไลน่า,เซาท์
แคโรไลน่า,นิว
เจอร์ซี่,นิว
ยอร์ก,เพนซิลเวเนียและจอร์เจีย
(
Virginia, Massachusetts, Maryland, Connecticut, Rhode Island, Delaware,
New Hampshire, North Carolina, South Carolina, New Jersey, New York,
Pennsylvania, and Georgia)
โดยปี 1776 ประชาชนรู้สึกว่าไม่ได้รับความยุติธรรม
พวกเขาต้องการปกครองตัวเอง ผู้แทนจากอาณานิคมต่างๆมาร่วมกันแล้วประกาศอิสรภาพ (Declaration
of Independence) เอกสารที่ประกาศออกมานี้ถือเป็นเรื่องสำคัญเพราะบรรดาอาณานิคมต่างๆมีเสรี,เป็นอิสระและไม่ขึ้นต่อจักรภพอังกฤษอีกต่อไป ผู้เขียนคำประกาศอิสรภาพชื่อ
ธอมัส เจฟเฟอร์สัน
ต่อมาท่านผู้นี้เป็นประธานาธิบดีคนที่
3 ของสหรัฐอเมริกา
ท่านทำอะไรได้บ้าง
ในฐานะที่ท่านเป็นผู้อยู่ในสหรัฐอย่างถาวร
ท่านมีสิทธิและเสรีภาพหลายประการ ขณะเดียวกันท่านก็จะต้องมีความรับผิดชอบด้วย สิ่งที่เป็นความรับผิดชอบอันสำคัญก็คือการเข้าไปมีส่วนร่วมกับชุมชนที่ท่านอยู่อาศัย
ท่านจะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับวิถีชีวิตอเมริกัน
เรียนรู้ประวัติศาสตร์และระบบการปกครอง(รัฐบาลอเมริกัน)
ท่านจะเรียนรู้ได้จากการเข้าศึกษาในชั้นเรียนของโรงเรียนผู้ใหญ่หรืออาจจะหาอ่านได้ในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น
คำประกาศอิสรภาพได้ลงนามวันที่
4 กรกฎาคม 1776 นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมคนอเมริกันจึงเฉลิมฉลองกันในวันที่
4 กรกฎาคมทุกปีเพราะถือเป็นวันชาติ (Independence Day) เป็นวันถือกำเนิดชาติของเรา
สหรัฐอเมริกาต้องตู่อสู้เพื่อเสรีภาพและอิสระจากจักรภพอังกฤษด้วยการทำสงครามปฏิวัติ
(the
Revolutionary War) นายพลจอร์จ
วอชิงตัน เป็นแม่ทัพใหญ่ในสงครามปฏิวัติ
ท่านเป้นที่รับรู้ของพวกเราว่าเป็นบิดาของประเทศ
(
the Father of Our Country) และต่อมาท่านก็เป็นประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐ
ภายหลังจากที่อาณานิคมได้รับชัยชนะสงคราม
แต่ละอาณานิคมจึงกลายมาเป็นรัฐ(states) แต่ละรัฐจะมีรัฐบาลของตนบริหาร-ปกครอง
ประชาชนในแต่ละรัฐเหล่านี้ต้องการที่จะก่อตั้งรัฐบาลเดียวเพื่อให้เป็นประเทศหนึ่งประเทศเดียว ทุกวันนี้
รัฐบาลกลางหรือรัฐบาลแห่งชาติของพวกเราเรียกว่ารัฐบาลสหพันธรัฐ( the
federal government) ประเทศสหรัฐอเมริกาในปัจจุบันประกอบด้วย
50 รัฐ, ดี.ซี.( the District of Columbia)ซึ่งเป็นเขตปกครองพิเศษเป็นที่ตั้งของรัฐบาลสหพันธรัฐ
,นอกจากนี้ยัประกอบด้วยดินแดนหมู่เกาะกวม,อเมริกันซามัว,หมู่เกาะยูเอส
เวอร์จิน ไอส์แลนด์,อาณานิคมแห่งหมู่เกาะนอร์เทิร์น
แมริแอนนาและเปอร์โต
ริโก้
ทุกคนร่วมกันก่อสร้างความเสมอภาค
คนอเมริกันทุกคนรู้จักคำกล่าวว่าที่อยู่ในคำประกาศอิสรภาพและอยู่ในหัวใจของเขา
เรายึดถือความจริงด้วยตัวของเราเองว่า
ทุกคนร่วมกันสร้างความเสมอภาค
นั่นเป็นการสร้างรากฐานของชีวิต
ที่ประกอบด้วยสิทธิ,ชีวิต,อิสรภาพและการแสวงหาความสุข
ความหมายก็คือคนทุกคนเกิดมาด้วยพื้นฐานอันเดียวกันคือสิทธิ รัฐบาลไม่ใช่เป็นผู้ก่อสร้างสิทธิและไม่มีรัฐบาลใดที่จะเข้ามาเป็นผู้พรากสิทธิไปจากแต่ละบุคคล
การรวมตัวกันของสหภาพที่สมบูรณ์
หลายปีหลังจากสงครามปฏิวัติอเมริกันสิ้นสุดลง
แต่ละรัฐก็พยายามที่จะเข้าร่วมเป้นอันหนึ่งอันเดียวกันในรัฐบาลกลาง แต่รัฐบาลกลางก็อ่อนแอเกินไป ดังนั้นผู้แทนของแต่ละรัฐก็ไปรวมตัวกันที่เมืองฟิลาเดลเฟียรัฐเพนซิลเวเนีย
ในปี 1787 เพื่อที่จะสร้างรัฐบาลกลางขึ้นมาใหม่ให้เข้มแข็งกว่าเดิม การประชุมครั้งนี้เรียกว่าการประชุมร่างรัฐธรรมนูญ
(
the Constitutional Convention ) ภายหลังจากมีการถกเถียงอภิปรายกันอย่างยาวนาน
ผู้นำเหล่านี้ก็ร่างเอกสารเพื่อก่อตั้งรัฐบาลใหม่ขึ้นมา เอกสารนี้คือรัฐธรรมนูญสหรัฐ
ถือเป็นเอกสารสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา รัฐธรรมนูญจะอธิบายไว้ว่ารัฐบาลใหม่จะประกอบกันขึ้นอย่างไร จะมีวิธีเลือกตั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลอย่างไร และมีอะไรที่รัฐบาลใหม่จะรับประกันสิทธิของ
ธงชาติของสหรัฐต้องเปลี่ยน
ธงชาติสหรัฐต้องเปลี่ยนไปตามประวัติศาสตร์
ในตอนนั้นธงชาติมี
13 แถบซึ่งเป็นตัวแทนของ
13 อาณานิคมอเมริกัน แต่ปัจจุบันมี
50 รัฐจึงมี 50 ดาวซึ่งดาวแต่ละดวงเป็นตัวแทนของแต่ละรัฐ
เพลงชาติอเมริกันได้รับการแต่งขึ้นมาตามเนื้อหาของธงเรียกว่า
The
Star-Spangled Banner ส่วนธงเรียกว่า the Stars and Stripes (ดวงดาวและแถบ)
เพลงที่ได้รับความนิยมของคนอเมริกันจึงเรียกว่า Stars and Stripes Forever.
สมาชิกที่เข้าร่วมประชุมร่างรัฐธรรมนูญได้มีมติยอมรับ(approved) รัฐธรรมนูญเมื่อวันที่
17 กันยายน 1787 จากนั้นทั้ง
13 รัฐได้ลงมติยอมรับ
กระนั้นก็ตามมีบางคนรู้สึกว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้ปกป้องสิทธิของปักเจกบุคคลอย่างพอเพียง
ดังนั้นทุกรัฐจึงเห็นด้วยที่จะเขียนสิทธิของปัจเจกบุคคลไว้ในรัฐธรรมนูญ
ต่อมาทุกรัฐได้ลงมติยอมรับรัฐธรรมนูญในปี
1789 สิทธิของปัจเจกบุคคลถูกเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญเรียกว่าสิทธิอันชอบธรรมหรือ the Bill of Rights ได้รับการเขียนเพิ่มเติมในปี
1791 การเปลี่ยนแปลงแก้ไขรัฐธรรมนูญเรียกว่าแก้ไข(amendments) และการแก้ไข
10 ข้อแรกหรือ The first 10 amendments ของรัฐธรรมนูญเรียกว่า the Bill of Rights.
ประเทศสหรัฐอเมริกาคือชาติที่ปกครองด้วยกฎหมาย เจ้าหน้าที่รัฐบาลจะตัดสินใจอะไรลงไปจะต้องอิงกฎหมายเป็นพื้นฐาน
รัฐธรรมนูญรู้จักกันในนามกฎหมายสูงสุดในแผ่นดิน (
the supreme law of the land )เพราะพลเมืองทุกคนรวมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐบาลทุกหน่วย
และกฎหมายทุกฉบับที่ร่างขึ้นจะต้องยึดถือพื้นฐานของรัฐธรรมนูญเป็นหลัก กฎหมายจะต้องบังคับใช้อย่างเสมอภาคกับทุกคน
รัฐบาลสหพันธรัฐมีอำนาจที่จำกัด โดยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแล้วอำนาจไม่ได้มอบให้โดยตรงต่อรัฐบาลสหพันธรัฐแต่มอบให้รัฐบาลแต่ละรัฐ
เราประชาชน
คำว่าWe the People เป็น 3 คำแรกในรัฐธรรมนูญสหรัฐ ทั้งนี้รัฐธรรมนูญเริ่มอธิบายว่าทำไมจะต้องได้รับการร่างขึ้นและมีความตั้งใจที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายได้อย่างไร ในหัวข้อนี้เรียกว่าคำปรารภ(the preamble )ซึ่งคำปรารภในรัฐธรรมนูญ เขียนไว้ว่า
เราประชาชนแห่งสหรัฐ,โดยความมุ่งมั่นที่จะจัดตั้งสหภาพให้สมบูรณ์,ก่อตั้งความยุติธรรม,ประกันความสงบสุขของประเทศ,จัดกองกำลังป้องกันตัวเอง,ส่งเสริมสวัสดิการทั่วไป,และประกันในหลักแห่งความเป็นอิสระต่อตัวเองและต่อความมั่งคั่งของพวกเรา,จึงร่างและจัดตั้งรัฐธรรมนูญสำหรับสหรัฐอเมริกา
สิทธิอันชอบธรรม: 10 ข้อแก้ไขแรก
การเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญข้อแรกคือการปกป้องสิทธิของปักเจกบุคคลและจำกัดอำนาจของรัฐบาล การเขียน
The Bill of Rights ไว้ชัดเจนคือคำสัญญาต่อคนอเมริกัน
ที่สำคัญสิทธิเหล่านี้จำกัดอำนาจของรัฐบายที่จะกระทำต่อพลเมือง สิทธิเหล่านี้ประกอบด้วย
เสรีภาพในการพูด(Freedom of speech )รัฐบาลไม่อาจจะบอกแก่ประชาชนได้ว่าจะต้องพูดหรือไม่ต้องพูดเช่นนั้นเช่นนี้ ประชาชนสามารถที่จะพูดว่าเขาต้องการอะไรบ้างในหัวข้อที่เป็นปัญหาของส่วนรวมหรือของสาธารณะ
โดยไม่หวั่นเกรงว่าจะถูกลงโทษ
เสรีภาพในการนับถือศาสนา( Freedom of religion)รัฐบาลไม่อาจจะบอกแก่ประชาชนได้ว่าสถานที่แห่งใดที่ประชาชนควรจะไปเข้าร่วมสักการะทำพิธีทางศาสนา ประชาชนสามารถเลือกที่จะไปเข้าร่วมพิธีกรรมหรือไม่ร่วมพิธีกรรมตามความต้องการของตน
เสรีภาพหนังสือพิมพ์(Freedom of the press) รัฐบาลไม่มีอำนาจหน้ราที่ตัดสินใจแทนหนังสือพิมพ์ว่าอะไรควรตีพิมพ์หรือไม่ควรตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์
หรืออะไรที่ประชาชนต้องดูและต้องฟังในสถานีวิทยุหรือสถานีโทรทัศน์
เสรีภาพการชุมนุมในที่สาธารณะ( Freedom to gather in public
places) รัฐบาลไม่อาจห้ามปรามประชาชนในการจัดประชุมหรือรวมตัวกันในที่สาธารณะอันชอบด้วยกฎหมาย
แม้ว่าการชุมชนนั้นจะมีวัตถุประสงค์แตกต่างกันก็ตาม
เสรีภาพในการถือครองอาวุธ(Freedom to own firearms) รัฐบาลไม่มีสิทธิ์ห้ามประชาชนไม่ให้เป็นเจ้าของปืน
เสรีภาพในการประท้วงรัฐบาลและต้องการการเปลี่ยนแปลง(Freedom to protest government
actions and demand change) รัฐบาลไม่อาจปิกปากหรือลงโทษประชาชนผู้ท้าทายการตัดสินใจของรัฐบาล
โดยที่พวกเขาไม่เห็นด้วย
นอกจากนี้สิทธิอันชอบธรรม(The Bill of Rights)ยังรับประกันในเรื่องของการดำเนินคดีหรือที่เรียกว่า Due process กล่าวคือการดำเนินคดีบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าประกอบอาชญากรรมจะต้องเป็นไปตามขั้นตอน ข้อห้ามมีว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารไม่อาจจับกุมและค้นบุคคลใดๆได้โดยปราศจากเหตุผลอันควร
และไม่อาจค้นบ้านของประชาชนได้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาล บุคคลผู้ถูกกล่าวหาว่าประกอบอาชญากรรมเมื่อนำขึ้นสู่การพิจารณาจะต้องได้รับการประกันว่าจะต้องมีคณะลูกขุนอันเป็นประชาชนเหมือนเช่นตนเป็นผู้ตัดสิน จะต้องได้รับทนายความเป็นต....อ่านต่อ
|