µÍ¹·Õè7
การศึกษาระดับสูง:วิทยาลัยและมหาวิทยาลัย
คนหนุ่มสาวสามารถที่จะเรียนต่อได้ด้วยการเข้าเรียนวิทยาลัยชุมชนหรือวิทยาลัยเทคนิค 2 ปี
หรือจะเข้าเรียนวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยหลักสูตร
4
ปีได้ เรียกการศึกษาระดับนี้”สถาบันหลังจากมัธยมศึกษา”(Postsecondary institutions)หรือสถาบันการศึกษาชั้นสูง
(Institutions
of higher education) สถาบันการศึกษาเหล่านี้มีทั้งของรัฐและของเอกชน การเรียนในสถาบันของรัฐไม่ว่าจะเป็นวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยเสียค่าเล่าเรียนน้อยกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรียนในรัฐที่เด็กของท่านอาศัยอยู่(
Residents
of the state) คนหนุ่มสาวเหล่านี้ยังอาจเลือกเรียนวิชาชีพโดยตรงได้เช่นกันอาทิเช่นการซ่อมคอมพิวเตอร์หรือเป็นผู้ช่วยด้านสาธารณสุขและการแพทย์
นักศึกษาที่เรียนชั้นสูงสามารถเลือกวิชาเฉพาะได้ที่จะเรียนให้ลึกลงไป(เรียกวิชาเรียนนี้ว่าวิชาเอกหรือ major
)การเลือกวิชาเอกจะมีผลต่อการเข้าสู่ระบบงานหลังเรียนจบและมีผลในอนาคตที่จะเรียนต่อในสาขาวิชานั้นในระดับสูงขึ้นไปอีก
การเรียนในวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยถือว่าใช้ค่าเล่าเรียนแพง บางแห่งจึงเสนอเงินช่วยเหลือเรียกว่า”ทุนการศึกษา” (scholarships)รัฐบาลสหรัฐก็มีโครงการช่วยเหลือทางการเงินแก่นักศึกษา นักศึกษาส่วนใหญ่จะยื่นขอแอพพลายเงินกู้
(loan
)เงินช่วยเหลือ(financial aid)หรือทุนการศึกษา(scholarships)
เงินช่วยทางการศึกษาแก่นักศึกษาคอลเลจ
รัฐบาลสหรัฐมีเงินช่วยด้านการศึกษาแก่นักศึกษาที่เรียนระดับสูง เงินเหล่านี้จะพอเพียงค่าใช้จ่ายนับตั้งแต่ค่าหน่วยกิต,ค่าธรรมเนียม,ค่าหนังสือ,ค่าที่พัก,ค่าอุปกรณ์การศึกษาและการคมนาคม นักศึกษาที่ได้รับความช่วยเหลือเหล่านี้มาจากความจำเป็นทางการเงินไม่ใช่ได้มาเพราะเขาเรียนได้เกรดดีเยี่ยม การช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐมี
3
ประเภทประกอบด้วย
เงินให้เปล่า(Grants)-เป็นเงินที่ไม่ต้องใช้คืน ทำงานไปด้วย(Work Study)เป็นเงินที่นักศึกษาได้รับขณะเรียนมีการทำงานไปด้วยอาจทำให้กับสถาบันที่ศึกษาหรือทำงานข้างนอกแต่ส่วนใหญ่จะเป็นองค์กรการกุศลหรือองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร อันมีส่วนหนุนช่วยเพื่อประโยชน์ของสาธารณะ เงินกู้(Loans) เป็นเงินกู้จากรัฐบาลจะชดใช้เมื่อเรียนจบพร้อมเสียค่าดอกเบี้ยด้วย
รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการเงินช่วยเหลืทอ
โทร.เบอร์ฟรีที่ 1-800-433-3243
หรือเข้าไปดูเว็บไซท์ของ
the U.S. Department of Education website http://www.studentaid.ed.gov/students/publications/student_guide/index.html.
ในเว็บไซท์นี้ยังมีภาษาสแปนิชไว้ให้อ่านด้วย
การศึกษาผู้ใหญ่(Adult Education)
การเรียนรู้ไม่ได้หมายความว่าจบสิ้นเมื่อท่านเป็นผู้ใหญ่แล้ว ในสหรัฐอเมริกาพลเมืองทุกคนจะได้รับการชักชวนให้”เรียนรู้ตลอดชีวิต” (lifelong learners)หากท่านอายุ 16 หรือมากกว่าอาจจะยังไม่จบไฮสคูล สามารถที่จะเรียนโรงเรียนผู้ใหญ่หรือ
Adult
Secondary Education (ASE)เพื่อที่จะได้รับประกาศนียบัตร
GED
( General Educational Development )
การศึกษาเพื่อรับใบประกาศ
GED
เป็นทางเบี่ยงอย่างหนึ่งซึ่งบุคคลผู้นั้นไม่ได้รับประกาศนียบัตรจากไฮสคูล(
high
school diploma) หมายเหตุ-เมืองไทยอาจเรียกว่าเรียนแล้วสอบเทียบ การเรียนประเภทนี้ก็เรียนในระดับไฮสคูล
ผู้ที่จะจบหลักสูตรนี้ต้องสอบผ่าน
5
วิชาประกอบด้วย
อ่าน,เขียน,สังคมศึกษา,วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ บริษัทเอกชนในสหรัฐยอมรับว่าการศึกษาในระบบนี้เทียบเท่ากับเรียนจบไฮสคูลในโรงเรียน ยิ่งไปกว่านั้นการเรียนแบบนี้ใช้เงินน้อยกว่า ท่านจะทราบว่ามีชั้นเรียนที่ไหนบ้างเปิดดูในสมุดโทรศัพท์ภายใต้หัวข้อ
Adult
Education หรือโทร.สอบถามที่ฝ่ายบริหารการศึกษาท้องถิ่นที่ท่านอาศัยอยู่
นอกจากนี้ผู้ใหญ่ที่เข้าเรียนหลักสูตรนี้อาจจะเพิ่มวิชาเรียนของตนเองได้มากขึ้นโดยมุ่งไปยังวิชาที่ตนสนใจอันจะนำไปสู่การประกอบอาชีพได้ด้วย ซึ่งโรงเรียนของรัฐหรือวิทยาลัยชุมชนเสนอวิชาต่างๆให้เรียนได้มาก ทุกคนสามารถเข้าไปลงทะเบียนเรียนได้และค่าเรียนก็ไม่แพง ตรวจสอบรายละเอียดว่าท่านจะลงทะเบียนเรียนได้อย่างไร
การเรียนภาษาอังกฤษ(Learning English) มีหลายแห่งที่ท่านสามารถไปเรียนเพื่อที่จะพูด,อ่านและเขียนภาษาอังกฤษได้ ทั้งเด็กและผู้ใหญ่มักจะไปลงทะเบียนเรียนภาษาอังกฤษหลักสูตร
English
as a Second Language ทางโรงเรียนจะสอนให้บุคคลผู้ไม่รู้ภาษาอังกฤษได้รู้ นอกจากนี้ชั้นเรียนเหล่านี้อาจจะเรียกชื่ออื่นออกไปอาทิเช่น
English
for Speakers of Other Languages (ESOL) หรือการเรียนรู้ภาษาอังกฤษเพื่อให้อ่านออกเขียนได้(English Literacy )
เด็กๆที่ไม่รู้ภาษาอังกฤษสามารถเรียนในโรงเรียนได้ ส่วนโรงเรียนในสหรัฐโดยทั่วไปแล้วยังสอนนักเรียนทุกคนที่ต้องการเรียนภาษาอังกฤษ นักเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือด้านการเรียนภาษาอังกฤษเป็นพิเศษเรียกว่า
Limited
English Proficient (LEP)
นักเรียนที่เพิ่งเริ่มเรียนภาษาอังกฤษมักจะเรียนในชั้น
ESL
ก่อนที่จะส่งเข้าเรียนในชั้นปกติ ส่วนนักเรียนที่เรียนภาษาอังกฤษมาบ้างแล้วจะถูกส่งเข้าเรียนชั้นเรียนปกติ แต่จะได้รับการเอาใจใส่ดูแลเป็นพิเศษ โรงเรียนบางแห่งจะเปิดชั้นเรียนหลังเลิกเรียนเพื่อติวนักเรียน ทางโรงเรียนจะเป้นผู้แจ้งให้ท่านทราบว่าลูกๆของท่านต้องการช่วยเหลือด้านภาษาอังกฤษแบบไหนบ้าง ผู้ใหญ่ที่ไม่เข้าใจภาษาอังกฤษสามารถลงทะเบียนเรียนหลักสูตร
ESL
ได้ตามโรงเรียนของรัฐ,วิทยาลัยชุมชนหรือโรงเรียนเอกชนที่เปิดสอน
โรงเรียนผู้ใหญ่และโครงการการศึกษาของชุมชนมักจะเสนอหลักสูตรนี้ในโรงเรียนของชุมชนหรือวิทยาลัยชุมชน หลักสูตรอาจจะสอน
ESL
หรือมีอาสาสมัครมาติวมาติวให้ท่าน ส่วนใหญ่แล้วจะเรียนฟรีหรือเสียค่าใช้จ่ายเล็กน้อย ชี้เรียนอาจเปิดสอนตอนกลางวันหรือตอนค่ำ อาจโทร.สอบถามหรือหาได้ในสมุดโทรศัพท์หน้าสีน้ำเงินภายใต้หัวข้อ
Schools-
Public
เมืองใหญ่ๆในสหรัฐมักจะมีโรงเรียนเอกชนเปิดสอนภาษาอังกฤษและมีหลักสูตร
ESL
อาจสอนกลางวันหรือเย็นค่าเล่าเรียนก็ขึ้นอยู่กับชั่วโมงการสอนของครู ท่านจะหาโรงเรียนหรือชั้นเรียนเหล่านี้ได้ในสมุดโทรศัพท์หน้าสีเหลือง
ภายใต้หัวข้อ “Language Schools.”
นอกจากนี้องค์กรของชุมชน,ห้องสมุดและกลุ่มศาสนาอาจจะเสนอสอนฟรีหรือมีค่าใช้จ่ายไม่มากในการเรียนหลักสูตร ESL ตรวจสอบได้ที่ห้องสมุดสาธารณะ
สำนักงานบริการชุมชนหรือองค์กรด้านศาสนา หากท่านไปห้องสมุดต้องการเรียนรู้สอบถามที่บรรณารักษ์ซึ่งจะแนะนำให้ท่านว่ามีหนังสือ,เทปหรือ CD ด้าน
ESL
ตลอดจนคอมพิวเตอร์อยู่ไหนบ้างในห้องสมุดนั้น
การดูแลเด็ก(Childcare)
หากท่านต้องไปทำงานและยังมีเด็กอ่อนที่ต้องการดูแลเพราะยังไม่เข้าเรียน ท่านอาจจะต้องหาคนเลี้ยงเด็ก
ขณะท่านไปทำงาน หรือเด็กบางคนเมื่อเลิกเรียนแล้วยังต้องการคนอื่นดูแลแทนท่านเพราะท่านยังอยู่ที่ทำงาน ท่านต้องหาคนดูแลแทนอย่าปล่อยให้เด็กอยู่โดยลำพัง
การหาคนเลี้ยงเด็ก
(Finding Childcare)
การตัดสินใจเลือกคนดูแลเด็กที่ถูกต้องที่สุดก็คือคนที่แคร์ต่อเด็กของท่าน อย่างไรก็ตามท่านต้องคิดถึงคุณภาพการดูและเงินที่ท่านต้องจ่ายออกไป พยายามหาคนเลี้ยงเด็กที่อยู่ใกล้บ้านท่านหรืออยู่ใกล้ที่ทำงานของท่าน และท่านสามารถที่จะสอบถามจากแหล่งอื่นๆเพื่อจะได้รู้ว่าที่ไหนบ้างที่ดูแลเด็กได้ดี อาทิเช่นถามผู้ปกครองคนอื่นๆ,เพื่อนหรือเพื่อนร่วมงาน บางรัฐจะมีรายชื่อของสำนักงานบริการดูแลเด็กซึ่งสำนักงานเหล่านี้จะต้องได้รับอนุญาตจากรัฐ (state-licensed) สำนักงานเหล่านี้จะต้องตามกฎที่รัฐวางระเบียบไว้ในการดูแลและป้องกันเด็ก นอกจากนี้ท่านอาจจะโทร.สอบถามฝ่ายบริหารการศึกษาท้องถิ่นว่าเด็กอื่นๆในท้องถิ่นที่ท่านอาศัยอยู่ไปจ้างดูแลที่ไหนบ้าง
ทิป: หากท่านต้องการความช่วยเหลือหาที่เลี้ยงดูเด็กๆในเขตของท่าน กระทรวงสาธารณสุขและบริการประชาชนมีศูนย์ข้อมูลการดูแลเด็ก
โทร.ขอข้อมูลเบอร์ฟรีที่ 1-800-616-2242
หรืออาจจะเข้าไปหาคำตอบได้ที่เว็บไซท์ http://www.childcareaware.org.
ยังมีทิปอีกอย่างว่าการดูแลเด็กยังมี
2
ประการคือคำว่า Licensed หมายถึงโครงการที่รัฐอนุญาตให้ดำเนินการอย่างมีมาตรฐานด้านความปลอดภัยแก่เด็ก ส่วนคำว่า Accredited หมายถึงโครงการที่ได้รับอนุญาตแต่เหนือกว่ามาตรฐานที่รัฐนั้นๆวางไว้ หรือสูงกว่าคำว่า
licensed
อาจมีคำถามว่าท่านจะทราบได้อย่างไรว่าองค์กรหรือบุคคลผู้ดูแลเด็กนั้นดีพอ ขอให้ท่านคิดง่ายๆเมื่อไปดูโครงการก่อนนำเด็กไปฝากเลี้ยงมีดังนี้ 1.เด็กดูมีความสุขหรือไม่เมื่อเล่นอยู่รอบๆสต๊าฟเหล่านี้
2.ของเล่นที่ให้เด็กเล่นนั้นเหมาะกับอายุของเด็กหรือไม่ 3.กิจกรรมที่โครงการนั้นให้เด็กเล่นเหมาะสมหรือไม่ 4.ในขณะที่ท่านไปเห็นนั้นคนที่ดูแลเด็กได้พูดกับเด็กหรือเล่นกับเด็กหรือไม่ 5.บริเวณดูแลเด็กสะอาดและเป็นระเบียบหรือไม่ 6.มีหลักสูตรการเล่นหรือการจัดระเบียบแก่เด็กๆหรือไม่ นอกจากนี้ท่านยังอาจจะต้องได้พูดคุยกับผู้ปกครองเด็กคนอื่นด้วย....ÍèÒ¹µèÍ
|