Thai Tambon

Paleewong trading

Royal Thai Consulate L.A.

Royal Thai Embassy

Thai Tumbon Paleewog Trading Royal Thai Consulate Royal Thai Embassy
 
 

΅ΝΉ·Υθ6

การบริการผู้ถูกทารุณกรรมในครอบครัว

          ท่านหรือเด็กๆในครอบครัวที่รอดพ้นจากความรุนแรงในครอบครัว (Domestic Violence)มีสิทธิ์ที่จะได้รับสิทธิประโยชน์จากรัฐบาลกลาง อาทิเช่นถูกนำเข้าไปอยู่ในสถานที่พักพิง(shelters)และได้รับฟู้ดแสตมป์ รายละเอียดต่างๆเข้าไปดูได้ที่เว็บไซท์ของกระทรวงสาธารณสุขและบริการพลเมือง ( the U.S. Department of Health and Human Services ) ที่ http://www.hhs.gov/ocr/immigration/bifsltr.html.
โครงการช่วยเหลือชั่วคราวแก่ผู้ค่นแค้น

           โครงการนี้ชื่อภาษาอังกฤษว่า Temporary Assistance for Needy Families (TANF) ถือเป็นโครงการของรัฐบาลกลางที่จะช่วยด้านการเงินและช่วยจัดหางานให้กับครอบครัวที่มีรายได้น้อย ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับสถานภาพการอยู่อาศัย,ระยะเวลาที่อยู่ในสหรัฐและอัตรารายได้ที่ได้รับ บางรัฐก็จะมีโครงการช่วยเหลือแบบนี้เป็นของตนเอง ท่านสามารถเข้าไปดู TANF ได้ที่ http://www.acf.dhhs.gov/programs/ofa/.
การช่วยเหลือผู้พิการและทุพลภาพ
             
บุคคลผู้พิการและทุพลภาพ ( disabilities)มีสิทธิที่จะได้รับความช่วยเหลือด้านการรักษาโรค(Medicaid ) ฟู้ดแสตมป์และเงินช่วยยังชีพที่เรียกว่า Supplemental Security Income ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับสถานภาพของการอยู่อาศัย,ระยะเวลาอยู่ในสหรัฐและรายได้ของผู้นั้น รายละเอียดเรื่องฟู้ดแสตมป์และเงิน SSI เข้าไปดูได้ที่ http://www.ssa.gov/notices/supplemental-security-income/spotlights/spot-non-citizens.htm.
ศูนย์ช่วยเหลือด้านอาชีพ

             ศูนย์นี้เรียกว่า One-Stop Career Centers ซึ่งเป็นโครงการของรัฐบาลกลางในการที่จะบริการด้านฝึกงาน,ให้การปรึกษาด้านการประกอบอาชีพ มีตำแหน่งงานว่างให้เลือกดูรวมทั้งหัวข้อต่างๆที่เกี่ยวเนื่องกับการจ้างงาน การเรียนภาษาอังกฤษแบบ ESL ( English as a Second Language)และการฝึกงานอาชีพก็รวมอยู่ในโครงการนี้ ซึ่งขึ้นอยู่กับสถานภาพและรายได้ รายละเอียดเข้าไปดูได้ที่เว็บไซท์ http://www.doleta.gov/usworkforce/onestop/onestopmap.cfm.

           รายละเอียดเพิ่มเติมท่านอาจจะเข้าไปดูเว็บไซท์ http://www.govbenefits.gov เพื่อที่จะได้ทราบว่ามีอะไรบ้างที่ท่านจะทำได้ 

การศึกษาและการเลี้ยงดูเด็ก(Education and Childcare)

            การศึกษาจะช่วยให้ท่านและครอบครัวของท่านติดต่อกับชุมชนที่ท่านอยู่อาศัยได้เป็นอย่างดี หัวข้อนี้จะอธิบายถึงโรงเรียนในสหรัฐสำหรับลูกๆของท่าน เยาวชนและผู้ใหญ่ รวมทั้งตอบคำถามที่ท่านสงสัยและข้อแนะนำที่จะเลือกหาสถานที่ดีในการเลี้ยงดูเด็ก หากท่านยังมีเด็กอ่อนและต้องออกไปทำงานนอกบ้าน

การศึกษา

          สหรัฐได้เปิดให้การศึกษาฟรีแก่สาธารณะ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าเด็กๆของท่านเตรียมตัวไปสู่ความสำเร็จ หัวข้อนี้จะเป็นการบอกแก่ท่านว่าท่านจะเลือกลงทะเบียนเรียนแก่เด็กอย่างไร ท่านจะทราบว่าระบบโรงเรียนของสหรัฐเป็นอย่างไรและจะช่วยเหลือเด็กของท่านเรียนรู้ได้อย่างไร

          การนำเด็กไปลงทะเบียนเรียน - โรงเรียนของรัฐในสหรัฐส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนสหศึกษา( co-educational) ความหมายของสหศึกษาก็คือนักเรียนหญิงและนักเรียนชายเรียนร่วมห้องเรียนเดียวกัน สหรัฐมีกฎหมายภาคบังคับในการเรียน โดยกฎหมายบังคับให้เด็กอายุระหว่าง 5-16 ปีจะต้องเข้าเรียน ท่านจะต้องตรวจสอบกับฝ่ายการศึกษาของรัฐที่ท่านอาศัยอยู่เพื่อดูว่าแต่ละรัฐมีกฎหมายภาคบังคับอายุการเรียนระหว่างอายุเท่าใดถึงเท่าใด
        
นอกจากนี้ท่านยังสามารถที่จะส่งลูกของท่านเข้าเรียนโรงเรียนของรัฐหรือโรงเรียนเอกชนก็ได้ และพ่อแม่ยังสอนลูกที่บ้านได้เรียกว่า”โรงเรียนในบ้าน” (home schooling) โรงเรียนของรัฐจะให้เรียนฟรีและไม่มีข้อเสนอเรื่องเกี่ยวกับการนับถือศาสนา การศึกษาในโรงเรียนของรัฐจัดการโดยรัฐนั้นๆ แต่กระนั้นก็ดีทั้งครูและผู้ปกคองยังมีอำนาจในการตัดสินใจเกี่ยวกับวิธีการสอนเด็กด้วย โรงเรียนเหล่านี้อยู่ได้ด้วยภาษีที่ท่านจ่ายแก่รัฐทั้งภาษีรัฐบาลกลาง,รัฐบาลมลรัฐและภาษีโรงเรือน (property taxes)
             
หากท่านส่งลูกเข้าเรียนในโรงเรียนเอกชน จะต้องจ่ายค่าเล่าเรียนเรียกว่า tuition ส่วนใหญ่ผู้บริหารโรงเรียนเอกชนมักจะเป็นกลุ่มศาสนา โรงเรียนเอกชนบางแห่งก็เป็นแบบสหศึกษา บางแห่งรับเฉาพะนักเรียนหญิงหรือนักเรียนชายเท่านั้น และบางแห่งก็ยังมีข้อเสนอช่วยเหลือทางการเงินแก่นักเรียนที่ไม่อาจเสียค่าเล่าเรียนได้
           
เด็กในสหรัฐส่วนใหญ่จะเข้าเรียนในโรงเรียน 12 ปี ลูกๆของท่านจะถูกจัดอยู่ในชั้นเรียน(ที่เรียกว่า grade)โดยใช้พื้นฐานของอายุและประวัติการศึกษาที่ผ่านมาของเด็ก(จากประเทศเดิม) บางครั้งโรงเรียนก็จะให้ลูกของท่านสอบเพื่อวัดผลก่อนตัดสินใจว่าจะส่งลูกของท่านเข้าไปเรียน”เกรด”ไหน สิ่งแรกที่ท่านจะต้องทำก็คือนำลูกของท่านไปลงทะเบียนเรียน(enroll) เหล่านี้คือคำถามที่รวบรวมไว้จากผู้ปกครองที่มักจะถามกันเสมอดังนี้
ถาม: การเรียนในแต่ละปีใช้เวลาเท่าไร

ตอบ: ปีการศึกษาในแต่ละปีจะเริ่มประมาณเดือนสิงหาคมหรือกันยายนและสิ้นสุดเดือนพฤษภาคมหรือมิถุนายน ในบางแห่งนักเรียนจะเข้าเรียนตลอดปี นักเรียนเข้าเรียนระหว่างวันจันทร์ถุงวันศุกร์ทุกสัปดาห์ บางโรงเรียนจะเสนอเวลาการสอนก่อนหรือหลังเวลาปกติ สาเหตุเพราะพ่อแม่ของเด็กต้องทำงาน หากท่านนำลูกเข้าเรียนในโปรแกรมพิเศษนี้ท่านจะต้องเสียค่าใช้จ่ายต่างหาก

ถาม:จะนำเด็กไปลงทะเบียนที่ไหน

ตอบ: ท่านจะต้องโทร.ไปสอบถามหรือไปที่สำนักงานใหญ่ของโรงเรียนในท้องที่เพื่อจะได้ทราบว่าโรงเรียนไหนที่เด็กของท่านจะต้องไปเรียน ไปแจ้งกับเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนถึงอายุของเด็กและบอกรายละเอียดบ้านเลขที่ที่อยู่ของท่าน
ถาม:เอกสารอะไรบ้างที่จะต้องนำไปลงทะเบียน

ตอบ: ท่านจะต้องมีบันทึกทางการแพทย์เกี่ยวกับตัวเด็กด้วยว่าเด็กได้ฉีควัคซีนสร้างภูมิต้านทานในร่างกาย(หรือเรียกว่าฉีดยา shots )เพื่อป้องกันโรค ท่านจะต้องพิสูจน์ด้วยว่าท่านมีที่อยู่ในท้องที่ซึ่งโรงเรียนตั้งอยู่ หากท่านไม่มีเอกสารเหล่านี้โปรดสอบถามเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนว่าจะไปรับได้ที่ไหน หากเคยมีแล้วหายไปก็ควรจะกลับไปขอใหม่จากที่เคยได้รับมาก่อน เพื่อป้องกันความล่าช้าควรดำเนินการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยก่อนนำเด็กไปฝากเรียน

ถาม: หากลูกๆของท่านไม่พูดภาษาอังกฤษเลยจะทำยังไง

ตอบ:โรงเรียนจะรับผิดชอบด้วยการจัดเด็กของท่านใหทดสอบและจัดให้อยู่ในโครงการที่ถูกต้อง โรงเรียนจะได้รับงบประมาณจากรัฐบาลมลรัฐและรัฐบาลกลางเพื่อบริการนักเรียนต่างชาติที่เรียกว่าโปรแกรม ESL หรือการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง (English as a Second Language) ท่านจะต้องติดต่อกับโรงเรียนเกี่ยวกับการทดสอบ,การจัดเกรดให้เด็กเรียนและการบริการต่างๆจากโรงเรียน อย่างไรก็ตามถึงเด็กจะยังไม่พูดภาษาอังกฤษทางโรงเรียนก็จะมีระบบการเรียนการสอนในแต่ละเกรดซึ่งเรียนผ่าน ESL หรือระบบการศึกษา 2 ภาษา

ถาม:หากลูกของท่านเป็นเด็กพิการจะทำอย่างไร

ตอบ: นักเรียนที่พิการทางร่างกายและมีปัญหาสุขภาพจิตได้รับการเรียนฟรีจากระบบการศึกษาสาธารณะเหมือนเช่นเด็กปกติ หากเป็นไปได้เด็กๆก็จะได้รับการจัดเข้าห้องเรียนกับนักเรียนที่ปกติ แต่หากเด็กของท่านพิการแบบสุดๆ(severe) อาจจะได้รับการศึกษาเป็นพิเศษนอกห้องเรียนของนักเรียนปกติ

ถาม:หากเด็กไม่ได้เข้าเรียนมาก่อนเลย ก่อนที่จะเดินทางมาอยู่สหรัฐ เด็กจะใช้เวลาเรียนฟรีกี่ปีในโรงเรียน
ตอบ:แต่ละรัฐส่วนใหญ่แล้วเด็กของท่านจะได้เรียนหนังสือฟรีจนกระทั่งถึงอายุ 21 ปี และเมื่อถึงเวลานั้นเด็กของท่านยังไม่อาจเรียนจบไฮสคูล เขาหรือเธอสามารถลงทะเบียนเรียนเพิ่มเติมในชั้นการศึกษาผู้ใหญ่เพื่อที่จะได้รับประกาศนียบัตรที่เรียกว่า GED( General Educational Development ) แทนที่จะได้รับประกาศนียบัตรจากไฮสคูลซึ่งเรียกว่า a high school diploma โปรดติดต่อกับฝ่ายบริหารการศึกษาท้องถิ่น(local school district office) ที่ท่านอยู่ หรือไม่เช่นนั้นก็ติดต่อฝ่ายการศึกษาของรัฐเพื่อที่จะได้ทราบว่าต้องไปเรียนที่ไหนเพื่อที่จะได้ GED

ถาม:เด็กๆจะไปโรงเรียนได้อย่างไร

ตอบ: ในสหรัฐบ่อยครั้งที่เด็กเดินไปโรงเรียน แต่หากโรงเรียนอยู่ไกลบ้านต้องนั่งรถโรงเรียน ซึ่งโรงเรียนของรัฐจะมีรถโรงเรียนนั่งฟรี เด็กจะไปขึ้นรถหรือลงรถบริเวณป้ายใกล้บ้านท่าน เพื่อจะได้ทราบระบบการรับส่งนักเรียนโปรดติดต่อกับเจ้าหน้าที่ หากท่านมีรถส่วนตัว ท่านอาจจะจัดระบบรถร่วม(car pool)กับผู้ปกครองคนอื่นๆที่บ้านอยู่ใกล้กันเพื่อที่จะแชณืกันออกค่าน้ำมันไปส่งเด็กเข้าเรียนหรือไปรับกลับบ้าน
ถาม:เด็กจะรับประทานอะไรที่โรงเรียน
ตอบ:นักเรียนอยู่มีอาหารกลางวันไปรับประทานหรืออาจจะซื้อรับประทานได้ที่ห้องอาหารในโรงเรียน นอกจากนี้รัฐบาลสหรัฐยังมีโครงการช่วยเหลือด้านโภชนาการฟรีหรือในราคาไม่แพงทั้งอาหารเช้าและอาหารกลางวันแก่นักเรียนที่ไม่มีเงินซื้ออาหารรับประทานที่โรงเรียนได้ ท่านจะต้องไปที่โรงเรียนเพื่อเข้าร่วมในโครงการอาหารของรัฐบาลกลางเรียกว่า the federal School Meals program เพื่อที่จะได้ทราบว่าเด็กของท่านมีสิทธิ์หรือมีคุณสมบัติที่จะรับความช่วยเหลือหรือไม่

ถาม: ใครจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายซื้อหนังสือหรือเข้าร่วมกิจกรรมของโรงเรียน

ตอบ:โรงเรียนของรัฐโดยปกติแล้วจะให้หนังสือฟรี แต่นักเรียนจะต้องซื้อของใช้ส่วนตัวเช่นสมุดหรือดินสอ หากท่านไม่อาจจ่ายได้ควรติดต่อทางโรงเรียน บางโรงเรียนอาจเรียกเก็บเล็กๆน้อยๆค่าสมุดหรือดินสอ รวมทั้งค่าเดินทางไปเรียน นอกจากนี้โรงเรียนยังเสนอวิชาพิเศษหลังเลิกเรียนทั้งวิชาดนตรีและกีฬา การร่วมโครงการเหล่านี้ท่านอาจจะต้องเสียค่าธรรมเนียมเล็กน้อย
ถาม:เด็กๆจะได้เรียนอะไรบ้างในโรงเรียน

ตอบ: แต่ละรัฐจะตั้งมาตรฐานทางด้านวิชาการของโรงเรียนในรัฐ มาตรฐานเหล่านี้นักเรียนในรัฐทุกคนจะต้องรับรู้และได้เล่าเรียนเหมือนกัน ฝ่ายบริหารการศึกษาท้องถิ่นจะเป็นผู้ตัดสินใจว่ามีอะไรบ้างที่จะต้องสอนเด็ก โรงเรียนทั้งหมดจะสอบวิชาภาษาอังกฤษ ,คณิตศาสตร์,สังคมศึกษา,วิทยาศาสตร์,พลศึกษา แต่ก็มีบางรัฐเสนอวิชาศิลปะ,ดนตรีและภาษาต่างประเทศบรรจุในหลักสูตรด้วย
ถาม:ผลการเรียนของเด็กๆจะวัดกันอย่างไร
ตอบ:ครูจะเป็นผู้ให้คะแนนโดยใช้พื้นฐานที่เด็กได้ทำงานส่งในระหว่างปีที่เรียน คะแนนโดยทั่วไปที่เด็กได้รับขึ้นอยู่กับการบ้าน,การวัดผล,การเข้าเรียนและความประพฤติในชั้นเรียน ท่านจะได้รับใบรายงานผลการเรียน(report card)ปีหนึ่งหลายใบ ใบรายงานผลการเรียนจะแจ้งให้ท่านทราบว่าเด็กของท่านได้คะแนนขนาดไหนในแต่ละวิชา ในแต่ละโรงเรียนก็อาจให้คะแนนเด็กแตกต่างกัน บางแห่งจะให้เกรด A หรือ A+ ถือว่าเด็กเรียนได้ยอดเยี่ยม หากได้เกรด D ถือว่าเรียนอ่อนและ F ถือว่าตกไม่ผ่าน บางโรงเรียนอาจให้ด้วยคะแนนตัวเลข แต่เมื่อรวมกันแล้วโรงเรียนอาจแจ้งมาให้ทราบว่าเด็กของท่านเรียนได้ดีเยี่ยม(excellent) เรียนดี(good)หรือจำเป็นต้องปรับปรุง(needs improvement) ท่านอาจสอบถามเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนว่าเด็กของท่านเรียนเป็นอย่างไร

ถาม:จะสื่อสารกับครูของเด็กอย่างไร

ตอบ:โรงเรียนต่างๆจะจัดประชุมผู้ปกครองเด็กเพื่อให้ได้พบกับครูผู้สอน หรือไม่เช่นนั้นท่านอาจจะขอนัดเพื่อพบกับครูหรือผู้บริหารโรงเรียนจะได้ทราบว่าเด็กของท่านเป็นอย่างไรบ้างในโรงเรียน หากท่านพูดภาษาอังกฤษไม่ได้อาจจะบอกทางโรงเรียนเพื่อว่าโรงเรียนอาจมีคนพูดภาษาของท่านได้เพื่อจะได้มาเป็นล่ามให้ท่าน
ถาม:หากเด็กขาดเรียนจะเกิดอะไรขึ้น

ตอบ:การเข้าเรียนหนังสือถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก หากเด็กขาดเรียนหรือไม่ไปโรงเรียนผู้ปกครองจะต้องทำหนังสือหรือโทร.ไปบอกครูถึงเหตุผล หากเป็นไปได้ควรจะแจ้งให้ครูทราบล่วงหน้าว่าเด็กต้องขาดเรียน เด็กนักเรียนจะต้องทำการบ้านเพิ่มให้ทันสาเหตุเพราะขาดเรียน
ถาม:หากเด็กก่อปัญหาหรือสร้างความยุ่งยากให้กับโรงเรียนจะทำอย่างไร

ตอบ: โรงเรียนแต่ละแห่งจะวางระเบียบปฏิบัติไว้ซึ่งเด็กจะต้องเชื่อฟัง เรียกว่า”ระเบียบความประพฤติ(codes of conduct) ท่านจะต้องขอกฎเกณฑ์เหล่านี้จากโรงเรียนมาศึกษาด้วย นักเรียนที่ประพฤติละเมิดกฎของโรงเรียนมักจะถูกลงโทษด้วยการให้อยู่ต่อที่โรงเรียนหลังเลิกเรียน หรืออาจไม่อนุญาตให้ร่วมเล่นกีฬาหรือกิจกรรมอื่นๆของโรงเรียน การลงโทษด้วยการเฆี่ยนตีจะไม่อนุญาตให้กระทำในโรงเรียนส่วนใหญ่ของสหรัฐ

           หากเด็กนักเรียนผู้นั้นมีความประพฤติเสื่อมเสียร้ายแรงและละเมิดกฎของโรงเรียนอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่านักเรียนอาจถูกสั่งพักการเรียนหรืออาจถูกไล่ออกจากโรงเรียน เมื่อถูกไล่ออกแล้วเด็กไม่อาจกลับเข้าเรียนได้อีกต่อไป ท่านจะต้องไปพบกับครูหรือเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนเพื่อว่ามีวิธีการใดบ้างที่จะนำเด็กกลับเข้าเรียนได้อีก