การทำงานให้สังคม

  ก่อนอื่นผมอยากจะพูดเกี่ยวกับสังคมสักหน่อย โดยเฉพาะสังคมไทยเรา จะเห็นว่าที่ผ่านๆมาหลายสิบปี คนไทยเราซึ่งมีจำนวนน้อยอยู่แล้ว พยายามที่จะทำประโยชน์ให้สังคม เพื่อวัตถุประสงค์อะไรก็แล้วแต่ แต่ที่เป็นมา ผมว่าพวกเราค่อนข้างจะล้าหลังชนชาติอื่นสักหน่อย เพราะอะไร? หลายๆคนก็คงรู้อยู่แก่ใจ นิสัยคนไทยชอบความเป็นอิสระ รักอิสระ ไม่ชอบขึ้นกับใคร นี่แหละคือสาเหตุใหญ่หลวงที่ทำให้คนไทยไม่ค่อยร่วมมือกัน ไม่ค่อยช่วยเหลือกัน หรือไม่ชอบทำงานร่วมกัน ทุกคนมีศักดิ์ศรีด้วยกันทั้งนั้น อย่าเผลอนะ ! เพราะทุกคนไม่ยอมใคร ไม่ก้มหัวให้ใครอยู่แล้ว

  จากเหตุผลหลักๆอันนี้ จึงทำให้คนไทยรวมตัวกันไม่ค่อยติด ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างทำ มาระยะหลังนี้เองที่สังคมไทยของเรา เริ่มมีการพัฒนาตัวเองไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่ก็ดำเนินไปอย่างช้าๆ

  ผมว่าจุดใหญ่สุดก็คือจำนวนคนไทยยังมีน้อยเกินไป จึงสู้ชาติอื่นไม่ได้ ถ้าเรามีคนน้อย พลังก็น้อย นอกจากเสียว่า มีผู้นำที่เข้มแข็งจริงๆเก่งจริงๆ พร้อมจริงๆเท่านั้น ที่สามารถจะสรรหาบุคลากรจำนวนน้อยที่มีความสามารถมาทำงานใหญ่ได้ ตรงนี้ก็คือหลักในการทำงาน

  จะเห็นว่าผู้นำคนไทยในแต่ละยุค แต่ละสมัยมีความแตกต่างกันไป ผมเองก็พยายามมองหาอยู่ตลอดเหมือนกัน แต่ก็ยังไม่เห็นฮีโร่ โผล่ออกมาเสียที พวกเราก็เห็นๆกันอยู่ทุกวัน มีกันอยู่แค่นี้ จึงทำกันได้แค่นี้

  เรื่องอิจฉาริษยาไม่อยากให้คนอื่นดีกว่าตน ไม่อยากให้คนอื่นได้หน้าได้ตา ไม่อยากให้คนอื่นรวยกว่าตน ไม่อยากร่วมมือ ไม่อยากเสียแรง ไม่อยากยุ่งในเร่องต่างๆ แถมยังเกิดอาการหมั่นไส้อีก ถ้าใครทำอะไรได้ดีจะต้องฉุด จะต้องดึง จะต้องใส่ร้าย จะต้องพูดมาก จะต้องสร้างเรื่อง สร้างสถานการณ์ จะต้องล้มล้าง จะต้องหาทางพูดไม่ดี จะต้องนินทาลับหลัง จะต้องโกหก กุเรื่อง เพื่อทำลายให้สิ้นซาก ตกต่ำลงมาอยู่ในระดับเดียวกับตน

  บุคลิกและนิสัยของพวกเราก็คงไม่ต่างไปจากนี้ ยิ่งหลายคนชอบดูละครไทย อาการยิ่งหนักขึ้นไปอีก ผมว่าอันนี้เป็นตัวบ่อนทำลายการพัฒนาสังคมของเรา คนที่รับอาสาเข้ามาทำงานให้สังคมจะต้องเอือมระอา จะต้องเบื่อ จะต้องรำคาญ จะต้องท้อแท้ จะต้องเสียเวลา จะต้องเสียเงินเสียทอง จะต้องเปลืองหู เปลืองน้ำลาย อธิบายว่าไม่จริ๊ง ไม่จริง จะต้องเสียงานของตัวเอง จนบางครั้งถึงกับต้องเสียคนเสียตัวกันไปเลย จึงไม่ค่อยมีใครอยากจะเข้ามาทำงานให้สังคมมากเท่าที่ควร สู้อยู่เฉยๆซะดีกว่า

  คนไทยส่วนใหญ่จะไม่ค่อย appreciate กับคนที่สละเวลา สละเงินทองเข้ามาทำงานให้สังคมสักเท่าไหร่ spirit ก็น้อยกว่าที่ควรจะเป็น จึงทำให้การพัฒนาเป็นไปอย่างเชื่องช้า ต่างกับชนชาติอื่นโดยเฉพาะคนอเมริกัน เจาจะ appreciate และยกย่องชื่นชม จนบางครั้งยกย่องให้เป็นฮีโร่ อย่างน้อยพวกเขาให้เกียรติกันอย่างออกหน้าออกตา ผมคิดว่าพวกเราคนไทย ยังจะต้องใช้เวลาอีกนานพอสมควร ที่จะไปให้ถึงจุดนั้นได้

  แต่ก็เอาล่ะ ถึงแม้ situation จะเป็นแบบนี้ ผมก็อยากจะขอวิงวอนให้พวกเราทุกคนช่วยกันเปลี่ยนแปลงทัศนคติแบบเก่าๆ ลบภาพเก่าๆ ออกไปจากสมองของตนให้หมด ไม่ต้องไปบอกคนอื่นด้วย ขอให้เริ่มจากตัวเองนี่แหละคนแรก ถ้าส่วนใหญ่เริ่มจากตัวเราเองก่อน เราก็สามารถไปได้พร้อมๆกัน

  งานของสังคมในแต่ละปี ก็จะมีอยู่ประมาณพอสมควรอาจจะ 20-30 งาน โดยอาจจะมาจากงานวัดเป็นส่วนใหญ่ และตามมาด้วยงานของสมาคมชมรมต่างๆ และก็งานของภาครัฐบาลไทย

  งานที่ถือว่าเป็นงานช้าง เป็นงานใหญ่ที่พวกเราควรจะให้การสนับสนุนก็คืองานสงกรานต์ไทยนิวเยียร์ ที่จัดบนถนนฮอลลีวู้ดในไทยทาวน์ อีกงานก็คืองานสงกรานต์วัดไทย นอร์ธ ฮอลลีวู้ด ถ้า 2 งานนี้ทำได้สำเร็จจะเป็นที่ชื่นชมของผู้คนทั่วไป และยังจะเป็นที่เชิดหน้าชูตาของสังคมไทยอีกด้วย อีกทั้งจะทำให้พ่อค้าแม่ค้าขายของได้กำไรมาก เศรษฐกิจโดยรวมก็จะค่อยๆดีขึ้นไปตลอด

  งานสงกรานต์ที่เพิ่งผ่านไป ผมอยากจะให้คะแนนแค่ B ผมดูจากภาพโดยรวมแล้ว ยังมีจุดบกพร่องอยู่อีกมาก จึงทำให้หลายคนไม่แฮปปี้เท่าที่ควร ถ้างานนี้สามารถทำให้ค้าแม่ค้าทำกำไรได้งาม คน 100-200 คนที่มาลงทุนก็จะชื่นชมว่าจัดงานได้ดี(เพราะตัวเองขายได้กำไร พวกนี้เขาจะดูที่จุดนี้จุดเดียวคือ ทำยังไงก็ได้ให้เขาขายของได้กำไร) ส่วนพวกสมาคมชมรมหรือศูนย์ต่างๆเขาต้องการที่จะเผยแพร่ ต้องการโปรโมทเพื่อทำให้ผู้คนมารู้จัก มาสัมผัส มาติดต่อเพื่อจะได้รู้จักตัวเองมากขึ้น อันนี้เขาจะดูที่จำนวนคนเข้ามาเที่ยวงาน ถ้าได้จำนวนมากเท่าไหร่ ก็คือสำเร็จเท่านั้น ฉะนั้นคณะกรรมการต้องเข้าใจว่า แต่ละคนที่จะเข้ามาร่วมงานกันนี่ เขาคิดยัง เขาต้องการอะไร ถ้าตีโจทย์ให้แตก งานก็จะจัดได้ดีมากยิ่งขึ้น คนที่จะมาช่วยงาน สนับสนุนงาน ก็จะมีมากขึ้น

 ในส่วนของการแก้ไขปัญหาต่างๆเพื่อที่จะทำให้ดีขึ้นไปอีกในปีหน้า ผมว่าน่าจะแก้ไขประมาณ 5 จุดใหญ่ๆดังนี้คือ

 1.การเตรียมตัว งานไทยนิวเยียร์เพิ่งเริ่มจัดมาได้ 2 ปี ได้แค่นี้ ผมว่าอยู่ในขั้นที่ดี แต่ปีนี้ดีขึ้นมานิดหน่อย ในแง่ของร้านค้าที่เพิ่มขึ้นมา,การแสดงมีมากขึ้นมา,บริเวณงานสามารถขยายออกไปได้อีก 1 บล้อค แต่ที่ไม่ดีก็คือสต๊าฟงานที่มีเท่าเดิมหรือน้อยกว่าเดิม(คนทำงานจริงๆ) การโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยได้ผล(งบประมาณน้อยไป) การประสานงานที่ยังไม่ค่อยเป็นมืออาชีพนัก ผมเองอยากจะเสนอว่า หลังเสร็จงานควรมีการประชุมสรุปงานอีกครั้ง เพื่อสามารถนำไปกำหนดใหม่ในปีหน้าได้ ทุกครั้งที่มีการจัดงานกันมา ผมไม่เคยได้ยินหรือได้เห็นว่ามีการสรุปงานกันเลย มันเป็นสิ่งสำคัญนะครับ เพื่อจะได้รู้ว่าจุดอ่อนจุดแข็งอยู่ตรงไหน อันไหนดี อันไหนไม่ดี อะไรควรเพิ่มอะไรควรลด ใครควรปลดออก ใครควรได้รับคำชมเชย ผมว่าน่าจะทำเพื่อการเตรียมพร้อมสำหรับปีหน้า

  อีกอย่างการเลือกผู้นำหรือประธาน ควรกำหนดให้อยู่ในตำแหน่ง 2 ปีไม่ใช่ปีเดียว เพราะพองานเสร็จ ท่านประธานทั้งหลายก็นึกว่าเสร็จ หลังจากนั้นก็ไม่ใช่เรื่องของผม จึงทำให้งานไม่มีความต่อเนื่อง จะไปเลือกกันใหม่ก็ต้องปีหน้า 2 เดือนก่อนงาน มันไม่ทันนะครับ งานใหญ่แบบนี้ต้องเตรียมงานกันประมาณ 6 เดือนขึ้นไป งานถึงจะสมบูรณ์ ทุกอย่างจะมาคิดกันระยะ 2 เดือน ยังไงก็ไม่พอครับ มันจะฉุกละหุกไปหมด

  2.สต๊าฟงานและทีมงานต่างๆ ผมดูๆแล้วเรื่องบุคลากรนี่ก็สำคัญมากเพราะ scale ของงานมันใหญ่ ทีมงานต่างๆก็จะต้องถูกแบ่งหน้าที่กันออกมาตั้งแต่เนิ่นๆ การที่หัวหน้าทีมจะใช้เวลาไปหาคนที่เหมาะสมมาทำงานในแต่ละจุดนั้นไม่ใช่ง่ายๆ ต้องใช้เวลา ทีมงานในแต่ละจุดก็ต้องมีตัวสำรองด้วย เพราะผมเห็นมากับตาว่า เอาเข้าจริงๆแล้ว หมดสภาพกันไปหลายคน ชั่วโมงการทำงานมันยาวนานเกินไป ที่คนๆเดียวจะรับได้ จะต้องมี 2 ผลัดในบางจุด เช่นทีมงานจัดสถานที่ ตั้งเต๊นท์ ตั้งเวที ติดป้ายอะไรต่างๆ ซึ่งต้องไปจัดตั้งและเก็บด้วย ใช้เวลาทำงานเกือบ 24 ชั่วโมง มันดูเยอะเกินไป

 3.การโฆษณาประชาสัมพันธ์ งานแบบนี้จุดหลักก็คือต้องประชาสัมพันธ์ให้มากที่สุด ต้องดึงต่างชาติให้เข้ามาในงานให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะนั่นคือสิ่งที่ทุกคนต้องการ ฉะนั้นต้องให้ความสำคัญจุดนี้ให้มาก

  4.เรื่องงบประมาณ ส่วนกำไรที่ได้จากปีนี้ ควรที่จะเก็บเอาไว้เป็นทุนจัดงานในปีหน้า อย่างเพิ่งบริจาคไปหมด เพราะจะต้องทำตรงนี้ในรูปแบบเชิงธุรกิจหน่อย งานถึงจะสำเร็จ ถ้าทุนน้อยก็จะทำงานใหญ่ได้ลำบาก อีกอย่างควรจะเริ่มวางแผนที่จะหาทุนจากรัฐบาลไทยไว้แต่เนิ่นๆ ควรหาจุดร่วมที่รัฐบาลควรจะได้รับ ถ้าตีโจทย์ตรงนี้แตก ก็สามารถได้ทุนมาจัดให้ใหญ่กว่าเดิมอีกได้ รัฐบาลไทยตอนนี้มีเงินทุนเยอะ ไม่จนเหมือนก่อน เพียงแต่ต้องมาหาจุดที่จะไป convince เขาให้ได้เท่านั้น ถ้าทุนมากก็สามรารถเพิ่ม scale ของงานและหาจุดขายให้มากขึ้นไปได้ ฉะนั้นผมขอเสนอให้หาประธานจัดงานกันได้แล้วในตอนนี้

 5.การประสานผลประโยชน์ ทุกคนที่มาช่วยงานจะมีวัตถุประสงค์ต่างกัน บางคนเข้ามาเพื่อเปิดตัวเอง บางคนเข้ามาเพื่อค้าขาย บางคนเข้ามาเพื่อทำงานจริงจัง ช่วยเหลือสังคม บางคนเข้ามาเพื่อโฆษณาตัวเอง บริษัทตัวเอง อันนี้จะต้องรู้จักประสานผลประโยชน์ให้ลงตัว ผมถึงบอกว่าเรื่องเวลานี้สำคัญ อย่าลืมว่าต้อง 6 เดือนขึ้นไป งานถึงจะ perfect

  ผมเองก็ได้แต่ช่วยในเรื่องของการวางแนวทางด้านขีดเขียน แต่ไม่พร้อมในหลายๆเรื่องที่จะเข้าไปช่วยงานได้อย่างเต็มที่ การเสนอแนะความคิดก็ถือว่าเป็นการช่วยกันคนละไม้คนละมือ ถ้าใครเก่งด้านไหน ถนัดด้านไหน ก็ควรที่จะเสียสละกันบ้าง มันเป็นผลประโยชน์ของคนไทยทุกคนจริงๆ โชคดีปีหน้า ....ÍèÒ¹µèÍ

 

 
 
 
 














Thai Tambon

Paleewong trading

Royal Thai Consulate L.A.

Royal Thai Embassy

Thai Tumbon Paleewog Trading Royal Thai Consulate Royal Thai Embassy
     

 
The Asian Pacific News;Multilingual Weekly Newspaper in USA. หนังสือพิมพ์ ดิ เอเชี่ยนแปซิฟิค    USA Office : 13815 Graystone Ave, Norwalk , CA 90650 TEL ( 562 ) 868 -6339 FAX: (562) 863 - 7820 E-mail: editor@apacnews.netFree Hit Counter
 
Thai Tumbon Paleewog Trading Royal Thai Consulate Royal Thai Embassy Editor USA How to Laws&Immigrations American Ways Interview Columns Once upon the times tupna Society&Business Business Society Special Reports Sports Decoded destiny Letter to Editor Leter From Thailand Cartoon Shopping