θ----------------------------------------------€ΕΤ‘·ΥθΓΩ»ΰΎΧΝ΄ΩΓΩ»γΛθ--------------------------------------------
กิตติพันธ์
ศรีสวัสดิ์
นักธุรกิจ Tara Thai Restaurant
โดย
ไฝบ้านโป่ง
หลายๆคนคิดว่าการเปิดกิจการห้องอาหารนั้นเป็นสิ่งที่ง่ายดายใคร
ๆ ก็เปิดได้
อาจจะจริง
แต่ทว่าการเปิดกิจการแล้วจะอยู่ได้และขยายกิจการแยกสาขาออกไปนั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งขึ้นอยู่กับความสามารถส่วนตัวของแต่ละบุคคล
วันนี้ผมจะนำท่านผู้อ่านไปพบกับนักธุรกิจหนุ่มไทยผู้ริเริ่มสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยการแบกถาดเสิร์ฟอาหารไป
เรียนหนังสือไป
จนบัดนี้เขารับตำแหน่งผู้บริหารห้องอาหารไทยย่านปริมณฑล
กรุงวอชิงตัน
ดี.ซี. ถึงสี่กลุ่ม
เขาคือคุณเหน่งหรือกิตติพันธ์ ศรีสวัสดิ์
คุณเหน่ง
เล่าให้ฟังว่าหลังจากจบพาณิชยศาสตร์และการบัญชีที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ปีเศษๆ
ก็เดินทางมายังสหรัฐอเมริกาเพื่อศึกษาต่อในปี
ค.ศ.1983 ขณะที่เรียนหนังสือก็จำต้องทำงานเลี้ยงชีพไปด้วยเป็นการผ่อนภาระทางบ้าน
ชีวิตผมช่วงใหม่ๆมีความยากลำบากมาก
ปีแรกๆ
บางวันผมต้องทำงานถึงสามแห่ง
เช่นเป็น บัสบอย (เด็กเก็บโต๊ะ),ขับรถส่งของ,ขายปิซซ่า,เป็นพนักงานซ่อมรถและพนักงานทอดไก่
คือว่าอะไรที่เป็นงานผมก็เอาทั้งนั้น คุณเหน่งเล่า ด้วยความอดทนต่ออุปสรรคต่างๆผมก็ได้ประสบการณ์ต่างๆมากขึ้น
ในช่วงเริ่มทำงานใหม่ๆนั้นคุณเหน่งได้พบกับคุณนิเวศน์
และคุณนิดา ฐาปนวัฒน์
ซึ่งเป็นที่รู้จักมักคุ้นในหมู่คนไทยย่าน
ดี.ซี. เป็นอย่างดี ตอนนั้นคุณนิดาทำงานแผนกบัญชีของร้านไก่ทอด
Pop
Eyes คุณนิดาได้ชักชวนให้เข้าทำงานเป็นพนักงานทอดไก่ที่นั่น
ทำให้ผมมีประสบการณ์เป็นอย่างดี
คุณเหน่งกล่าวถึงเบื้องหลังชีวิตผมคิดว่าเป็นช่วงที่ลำบากในชีวิตของผม เพราะบางครั้งกว่าจะกลับถึงบ้านก็เกือบฟ้าสางสว่างแจ้ง
และบางวันก็ต้องไปทำงานต่อช่วงกลางวันเป็นคนส่งของอีก
แค่นั้นไม่พอบางวันต้องเข้าเรียนอีกด้วย
คุณเหน่งหยุดถอนหายใจด้วยความเหนื่อยเมื่อพูดถึงความหลัง แต่ก็ดูภาคภูมิใจในความอดทนและความสำเร็จของตน
ตอนนั้นคิดว่าผมทำงานและเรียนหามรุ่งหามค่ำทีเดียว เขาหยุดนิดหนึ่งเพื่อเรียกความจำในอดีต
ครั้งหนึ่งขณะที่ผมกำลังเดินแบกถาดปิซซ่า
มีฝรั่งลูกค้าประจำของร้านมองหน้าผม
แล้วบอกว่า
กลับบ้านไปพักผ่อนได้แล้ว
เพราะเขามองเห็นอาการเดินและใบหน้าที่อิดโรยเพราะอดหลับอดนอนของผม
คุณเหน่งยังจำเหตุการณ์วันนั้นได้ดีจนบัดนี้
จากชีวิตที่ต้องผจญกับกิจการร้านอาหารทั้งอาหารไทยและอาหารฝรั่ง
ทำให้คุณเหน่งมีความเข้าใจในสภาพของการเป็นลูกจ้างเป็นอย่างดี อยู่มาวันหนึ่งก็มีความคิดว่าน่าจะเปิดห้องอาหารของตัวเองดูบ้างเพราะตัวเองก็มีประสบการณ์ทางด้านนี้และมีความถนัดกว่าอาชีพอื่นๆ จึงได้รวมหุ้นเปิดร้านอาหารไทยเป็นครั้งแรก
เช่นร้าน บัว,มณเฑียรและบุษบาทุกร้านมีกิจการรุ่งเรืองดี
ต่อมาคุณเหน่งได้ขายหุ้นของตนออกไปหมดและได้เปิดห้องอาหารเป็นของตัวเองแห่งแรกในปี
ค.ศ. 1994
นั่นคือที่มาของห้องอาหารธาราไทยเปิดที่เมืองเวียนนา
รัฐเวอร์จิเนีย
ปีต่อมาห้องอาหาร
ธาราไทย
ร้านที่สองก็เปิดขึ้นที่บีเธสดา,รัฐแมร์รี่แลนด์
อีกไม่นานนักห้องอาหาร
ธาราไทย ก็ได้ขยายเพิ่มขึ้นตามลำดับอาทิ
ที่ ไทสัน คอนเน่อร์,
และเลยไปถึงนครริชมอนด์
และชาร์ล๊อตต์วิลล์
รัฐเวอร์จิเนีย
น่าจะพูดได้ว่าคุณเหน่งเป็นนักธุรกิจไทยคนหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงการดำเนินธุรกิจห้องอาหารแบบครอบครัวซึ่งเจ้าของทำกันเองในกลุ่มญาติพี่น้องมาเป็นห้องอาหารเชิงธุรกิจสมัยใหม่
โดยห้องอาหารธาราไทย ทุกสาขาจะมีรายการอาหาร
(เมนู) มาตราฐานเดียวกันหมด
ฉะนั้นลูกค้าจะทานที่ห้องอาหาร
ธาราไทย ไหนรสชาติและบริการจะเหมือนกันหมด
จากระบอบบริหารแบบครอบครัวสู่ธุรกิจแบบห้างร้าน
ตอนนี้คุณเหน่งบอกว่าได้เป็นเจ้าของและผู้บริหารห้องอาหารไทยถึง
4 กลุ่มใหญ่
ๆ อาทิ Tara
Thai Group,Tara Asia,Tara Temple,
Pana Thai
เมื่อดำเนินการบริหารแบบธุรกิจ
คุณเหน่งเล่าว่าทางร้านจะมีการประกันสุขภาพให้แก่พนักงานที่ทำงานเต็มเวลาทุกๆคน
โดยทางกลุ่มธาราไทยจะออกค่ากรมธรรม์ให้เอง
เป็นเงินหลายหมื่นเหรียญต่อเดือนในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำทางเราก็ยังจ่ายค่ากรมธรรม์ประกันสุขภาพให้ลูกจ้างอย่างสม่ำเสมอ
ซึ่งกระทบต่อรายได้ของทางร้านมากทีเดียว แต่ทางร้านก็ยินดีเพื่อเป็นการตอบแทนความดีที่พนักงานทุก
ๆ คนได้ทำงานอย่างขยัน คุณเหน่งกล่าวอย่างภาคภูมิใจในผลงานของตน
พร้อมกับเล่าให้ฟังว่าครั้งหนึ่งมีแม่ครัวไทยคนหนึ่งมีความดันสูง
โลหิตแตกในสมองต้องเข้าโรงพยาบาลรักษาอยู่หลายวัน
ค่าโรงพยาบาลหลายหมื่นเหรียญ
ถ้าไม่มีประกันสุขภาพก็คงจะไม่สามารถรักษาได้นานจนพ้นขีดอันตราย อาจจะต้องเสียชีวิตก็ได้ ตอนนี้แม่ครัวคนนั้นปลอดภัยแต่ทำงานไม่ได้อีกต่อไปต้องเดินทางกลับเมืองไทย แต่ก็ยังได้รับเงินทุพพลภาพทุกๆเดือนตลอดชีวิต คุณเหน่งเล่าด้วยความภาคภูมิใจที่ได้ช่วยคนงานให้มีความสุขในปั้นปลายชีวิต
ตอนนี้อาหารไทยเป็นที่รู้จักและนิยมของคนทั่วโลกมากขึ้นโดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา
คุณเหน่งคิดว่าในอนาคตร้านอาหารไทยมีทางที่จะเป็นแฟรนไชซ์และใหญ่พอที่จะเข้าตลาดหุ้นวอลล์ สตรีทได้หรือเปล่า?
ผมหยอดความเห็นให้คุณเหน่ง
น่าจะเป็นไปได้
คุณเหน่งให้ความเห็นแต่ค่อนข้างจะยาก
เพราะเราขาดบุคคลาการคนไทยที่มีความสามารถมาดำเนินการ
นี่คือปัญหาหนึ่งของการขยายกิจการ
นอกจากจะเป็นผู้บริหารกลุ่มธาราไทยถึง
4 กลุ่ม คุณเหน่งยังเป็นประธานชมรมเทนนิสไทย
ในอเมริกาด้วย
ซึ่งทางชมรมมีสมาชิกทั่วสหรัฐฯ
ฉะนั้นยามว่างช่วงค่ำคุณเหน่งจะใช้เวลาไปเล่นเทนนิส
เป็นประจำ
จากการสนทนากับคุณเหน่งในวันนั้นและได้คุยกับพนักงานหลายคนในร้าน
ผมมีความเห็นว่าคุณเหน่งเป็นชายไทยคนหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความอดทดไม่ย่นย่อท้อถอยต่ออุปสรรคใดๆ
มีความขยันมั่นเพียรและมีความสร้างสรรค์ พร้อมมีเมตตาจิตต่อผู้อื่นและสังคมในการร่วมกิจกรรมต่างๆ
อย่างเมื่อเร็วๆนี้คุณเหน่งไม่รีรอที่จะบริจาคอาหารจากห้องอาหารธาราไทย
ช่วยในงานกุศลของพนักงานบริษัท
CVS-Caremark เพื่อหาเงินช่วยผู้ประสบภัยประเทศเฮติ
และผมสังเกตุเห็นว่าพนักงานหลายๆคนเรียกเขาว่าพี่เหน่งด้วยความชื่นชมและสนิทสนม
การขยายกิจการห้องอาหารไทยออกไปก็เท่ากับการสร้างงานให้กับสังคมไทยไปด้วยในตัว เพราะแต่ละร้านจะมีพนักงานไทยไม่ต่ำกว่า
15
คน นอกจากนั้นก็เป็นการสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไปด้วย
เพราะอาหารไทยหรือ
Thai Food จะเป็นที่คุ้นเคยปากคุ้นตาชาวต่างชาติ
ถือเป็นการแนะนำประเทศไปด้วยในตัว
ประวัติย่อ: จบมัธยมศึกษาจากโรงเรียนเซ็นต์คาเบียล,ปริญญาตรีพาณิชยศาสตร์และการบัญชีจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,ปริญญาโทบริหารธุรกิจาก
South Eastern U, ปัจจุบันประธานชมรมเทนนิสไทยในอเมริกา,
CEO และประธานร้านอาหารกลุ่ม
Tara Thai .
เว็บไซท์ของกลุ่มห้องอาหารธาราไทยhttp://www.tarathaiexpress.com/index2.html
|