à»Ô´â©Á
Deep Throat Í´ÕµÇÍàµÍÃìࡵ ¹Óä»ÊÙè¡ÒÃà»ÅÕè¹á»Å§ÃѰºÒÅÊËÃѰ
คดีวอเตอร์เกตอันลือลั่นในประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองสหรัฐเริ่มเปิดเผยโฉมแหล่งข่าว”สุดคอหอย”หรือ Deep Throat ออกมาให้ได้รับทราบ
ส่งผลให้ประธานาธิบดีริชาร์ด
นิกสัน ต้องลาออกจากทำเนียบขาว
ทำให้ดิกชันนารีต้องนำไปบรรจุไว้ในศัพท์
และอีก 30 ปีต่อมาดับเบิ้ลยู
มาร์ก เฟลท์(
W. Mark Felt)อดีตบุคคลหมายเลข
2 ของสำนักงานสืบสวนกลางสหรัฐ(FBI)วัย
91 ปีก็ก้าวออกมาเปิดโฉมตัวเอง
หลังจากที่เป็นแหล่งข่าวให้กับหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ได้ชิ้นปลามันครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของหนังสือพิมพ์
ล่าสุดเขาได้ปรึกษาหารือกับทนายความของครอบครัวและก็เปิดเผยตัวออกมา

ประธานาธิบดีริชาร์ดนิกสัน
พร้อมด้วยแพท
นิกสัน ภรรยาในวันลาออกจากตำแหน่งเมื่อ
9 สิงหาคม 1974 ภาพที่สองMark Feltให้สัมภาษณ์สถานีCBSในรายการFacethe Nationเมื่อวันที่30
สิงหาคม 1976 เขาคือDeep
Throatแห่งคดีวอเตอร์เกต(AP
Photo)มาร์กเฟลท์
ในวัย 91 ปัจจุบันพำนักอยู่ซานตา
โรซ่ารัฐแคลิฟอร์เนียถ่ายกับลูกสาวและหลานชายเมื่อวันที่
31 พฤษภาคม

ผู้สื่อข่าวเจ้าของรางวัลพูลิตเซอร์คดีวอเตอร์เกตBobWoodward(ขวา)และCarl Bernsteinขณะนั่งทำงานในห้องข่าวที่วอชิงตัน
โพสต์เมื่อวันที่
7 พฤษภาคม 1973 อีกภาพซ้ายเบิร์นสตีนและวู้ดเวิร์ดถ่ายเมื่อวันที่
1 มิถุนายน 2005ที่วอชิงตันดี.ซี.ขณะกลับเข้าบ้านของวู้ดเวิร์ดและพบผู้สื่อข่าว
อีกภาพเธอคือลินดาเลิฟเลส
นางเอกหนังเอ็กซ์เรื่อง”ดีฟ โธรท”ในปี 1973
----------------------------------------------------
เรื่องเริ่มจาก
นายจอห์น โอคอนเนอร์(John O'Connor)ทนายความเขียนบทความลงในนิตยสาร
Vanity
Fair เกี่ยวกับการเปิดเผยตัวของเฟลท์
และภายหลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมงทั้งครอบครัวของเฟลท์และวอชิงตันโพสต์ก็ยืนยันว่าเป็นความจริง
“ผมคือคนที่เขาเรียกผมว่า
Deep
Throat “นิตยสารแวนิตี้
แฟร์ โค้ทคำพูดของเขา
ในขณะที่เบน
แบรดลี บรรณาธิการอาวุโสของหนังสือวอชิงตันโพสต์ยอมรับว่า”นี่คือความลับชิ้นสุดท้าย” ของคดีวอเตอร์เกต
ปัจจุบันเฟลท์อาศัยอยู่เมืองซานตา
โรซ่า รัฐแคลิฟอร์เนีย
แต่สุขภาพร่างกายและจิตใจไม่สมบูรณ์หลังจากที่เป็นอัมพฤกษ์
และครอบครัวก็ยังไม่ยอมให้เขาให้สัมภาษณ์ใดๆ
พร้อมกับขอร้องให้ผู้สื่อข่าวออกไปรวมกันอยู่นอกบ้าน
สาเหตุเพราะอายุและสุขภาพของเขาซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเป็นเอกสิทธิส่วนบุคคล
นิก
โจนส์ หลานชายของเฟลท์อ่านคำแถลงของครอบครัวว่า“ครอบครัวของเราชื่อว่าคุณตาของผม
มาร์ก เฟลท์
ซีเนียร์เป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของอเมริกันผู้ที่อยู่เหนืองานในหน้าที่
และจะต้องใช้ตัวเองเสี่ยงเพื่อรักษาประเทศชาติไว้ในกรณีที่เกิดความอยุติธรรมขึ้นมา
พวกเรามีความเห็นอย่างจริงใจว่า
ประเทศนี้จะมองเห็นในสิ่งที่เขาเห็นเช่นกัน
”
ขณะเดียวกันผู้สื่อข่าวคดีวอเตอร์เกตคือบ๊อบ
วู้ดเวิร์ดและคาร์ล
เบิร์นสตีน
ออกคำแถลงเช่นกันว่า
“ดับเบิ้ลยู.มาร์ก
เฟลท์ คือ Deep Throat และได้ช่วยพวกเราด้านข่าวคดีวอเตอร์เกต
อย่างไรก็ตามยังมีแหล่งข่าวและเจ้าหน้าที่รัฐบาลได้ช่วยเหลือเราในการทำข่าว
รวมทั้งยังมีผู้เขียนเรื่องราวในหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์เกี่ยวกับคดีวอเตอร์เกตอีกมาก”
คำตอบหนึ่งที่เป็นคำถามใหญ่ที่สุดในการเมืองและหนังสือพิมพ์อเมริกันก็คือใครคือแหล่งข่าวที่น่ากลัวของทำเนียบขาวในยุคนิกสัน
เขาใช้สัญญาณบอกเหตุในการพบกับผู้สื่อข่าวของวอชิงตัน
โพสต์ โดยไม่ยอมใช้โทรศัพท์
บุรุษผู้นั้นถูกวางภาพให้เป็นคนสูบบุหรี่จัดในหนังเรื่อง
All
the President's Men ที่สร้างออกฉายในทศวรรษ
1970 หนังเรื่องนี้สร้างจากบันทึกของบ๊อบ
วู้ดเวิร์ดและคาร์ล
เบิร์นสตีน
ในหนังสือชื่อเดียวกัน
เลียวนาร์ด
การ์เมนต์
ผู้ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาพิเศษของประธานาธิบดีนิกสันหลังจากคดีวอเตอร์เกตแดงขึ้น
ยอมรับว่าความลับที่เขากุมไว้เช่นนี้สมควรอย่างยิ่งเมื่อเขาเสียชีวิตแล้วจะต้องได้รับเกียรตทำศพแบบรัฐพิธี
(a
state funeral) นอกจากนี้การ์เมนต์ยังเขียนหนังสือเรื่อง”การค้นหาดีพโธรท” (In Search of Deep Throat) เขายอมรับว่าเฟลท์ย่อมได้รับเครดิตนี้
เพราะเป็นผู้มีความรู้และยังมีแรงจูงใจหลายขั้นตอน
เพราะเขาเอาจไม่พอใจกรณีการสอบสวนคดีที่เกิดขึ้น”
ในขณะที่จอห์น
ดีน ที่ปรึกษาทำเนียบขาวไม่คิดว่าเฟลท์น่าจะมีเวลาแจ้งข้อมูลหรือเป็นแหล่งข่าวและยังมีคำถามว่า”เขาจะทำคนเดียวได้อย่างไร” โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอฟบีไอมีงานทำวันต่อวันที่มากอยู่แล้ว
รวมทั้งยังต้องไปพบนักข่าวหรือส่ง”ข่าว”ให้อีกต่างหาก เขาเชื่อว่าจะต้องมีเจ้าหน้าที่เอฟบีไอให้ความร่วมมือด้วย
คดีนี้เกิดขึ้นเริ่มมาจากมีการบุกเข้าไปขโมยและเข้าไปอัดเทปดักฟังทางโทรศัพท์ในสำนักงานพรรคเดโมแครตที่ออฟฟิสวอเตอร์เกตในวอชิงตันดี.ซี.
ช่วงปี 1972 ที่ประธานาธิบดีนิกสันกำลังรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งเพื่อกลับเข้ามานั่งในทำเนียบขาวอีก มีการจับได้ว่าฝ่ายบริหารของนิกสันเองเป็นต้นเหตุบุกเข้าไปในสำนักงานของพรรคเดโมแครต และที่สำคัญนิกสันเองก็พยายามปกปิดเรื่องที่ฝ่ายบริหารของตนเข้าไปเกี่ยวข้อง
Deep Throat ได้กระตุ้นให้วู้ดเวิร์ดและเบิร์นสตีนติดตามเรื่องที่มาของเงินที่ช่วยเหลือขโมยผู้บุกเข้าไปยังสำนักงานของคณะกรรมการการเลือกตั้งพรรคเดโมแครตซึ่งเงินสายนี้เกี่ยวพันไปยังเงินที่นิกสันใช้ในการหาเสียงเพื่อหวังจะได้เลือกตั้งกลับเข้ามา
ผลจากการใช้เงินหาเสียงเลือกตั้งอันเอื้อฉาวนี้ทำให้สภาครองเกรสต้องยกเครื่องและออกกฎหมายมาบังคับใช้ทั้งผู้สมัครรับเลือกตั้งระดับชาติและคณะกรรมการพรรคระดับชาติต้องเปิดเผยแหล่งที่มาของเงินและยังให้จำกัดการรับเงินช่วยเหลือด้านการหาเสียงอีกด้วย
ทั้งวู้ดเวิร์ด,เบิร์นสตีนและแบรดลีสัญญาว่าจะเก็บรักษา Deep Throat เป็นความลับจนกว่าเขาจะเสียชีวิต
อย่างไรก็ตามตัวเขาและครอบครัวของเขายอมที่จะเปิดเผยตัวเองออกมา
เรื่องจึงกลายเป็นข่าวเพราะหนังสือพิมพ์ไม่ได้ผิดสัญญาข้อนี้
เป็นเรื่องที่เจ้าตัวต้องการเปิดเผยตัวเองออกมาสู่โลก
อย่างไรก็ตามกรณีนี้ยังสร้างความงุงงนให้กับ
ชาร์ลส คอลสัน
หัวหน้าที่ปรึกษาของนิกสันซึ่งทำงานร่วมกับเฟลท์อย่างสนิทในฝ่ายบริหารของนิกสัน และตัวเขาเองก็ติดคุกเพราะคดีวอเตอร์เกต
“เขาได้รับความไว้วางใจจากผู้คนอเมริกันและเมื่อคิดถึงจุดนี้แล้วถือว่าเขา(เฟลท์)คือผู้ทรยศต่อความไว้วางใจนั้น
“
คำว่า Deep Throat เป็นชื่อหนังเอ๊กซ์
(ที่แสดงโดยลินดา
เลิฟเลส )แปลเป็นภาษาไทยก็อาจจะบอกว่า”สุดคอหอย”และกำลังเข้าฉายในยุคนั้น ในหนังสือขายดี
All
the President's Men ของ วู้ดเวิร์ดและเบิร์นสตีนเขียนไว้ว่าแหล่งข่าวสุดยอดของเขาก็คือฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีนิกสัน
แต่ไม่เคยปรากฎว่ามีชื่อเฟลท์เข้ามีส่วนอยู่ในหนังสือเล่มนี้
จากหนังสือติดอันดับขายดีถูกนำมาสร้างเป็นหนังชื่อเดียวกันในปี
1976 นำแสดงโดยรอเบิร์ต
เรดฟอร์ดและดัสติน
ฮอฟแมน หนังดำเนินเรื่องว่าเมื่อวู้ดเวิร์ดต้องการพบ Deep Throat เขาจะวางกระถางดอกไม้ที่ไม่มีดอกไม้แต่จะเสียบธงสีแดงไว้แทนและวางไว้ตรงระเบียงอพาร์ตเมนต์ของเขา
แหล่งข่าว”สุดคอหอย”นี้ได้มีการกะเก็งกันตลอดมาถึง
30 ปีบ้างก็ว่า
จอห์น ดีน,อเล็กซานเดอร์
เฮ็ก หัวหน้าสต๊าฟของทำเนียบขาว,ไดแอน ซอว์เยอร์
ผู้ช่วยฝ่ายหนังสือพิมพ์ของทำเนียบขาว,แพต บุชนัน ผู้เขียนคำสุนทรพจน์รวมทั้งการ์เมนต์ถูกระบุว่า”เป็นไปได้ที่จะเป็นแหล่งข่าว”
ตัวเฟลท์เองก็เคยถูกระบุว่าเป็นแหล่งข่าว
แต่เขาปฏิเสธตลอดมา
มีรายงานว่าสาเหตุที่เป็นแรงจูงใจที่ทำให้เขาส่งสัญญาณไปยังนักข่าวก็เป็นเพราะว่านิกสันมองข้ามตัวเขาแทนที่เขาจะได้เป็นผู้อำนวยการสำนักงานเอฟบีไอสืบแทน
เจ.เอ็ดการ์
ฮูเวอร์ ที่เสียชีวิตไปก่อนหน้าคดีวอเตอร์เกตจะเกิดขึ้น
แต่กลับไปนำคนอื่น
คือแพทริค
เกรย์ ผู้ช่วยอัยการสูงสุดสหรัฐขึ้นมาทำหน้าที่นี้แทน
เขาจึงยังคงเป็นหมายเลข
2 ของ
FBI เหมือนเดิม
วู้ดเวิร์ดและเบิร์นสตีนเป็นคนแรกที่จับเรื่องมาชนกันว่าทำเนียวขาวของนิกสันนั้นลิงค์กับการบุกเข้าไปติดโทรศัพท์ดักฟังในวอเตอร์เกต นิกสันกำลังจะถูก”ขับออกจากตำแหน่ง”( impeachment)ในฐานะเป็นผู้ปกปิดเรื่องการบุกเข้าไปที่วอเตอร์เกต แต่เขายอมลาออกจากตำแหน่งเมื่อเดือนสิงหาคม
1974 จากนั้นเจ้าหน้าที่รัฐบาล
40 คนรวมทั้งคณะกรรมการเลือกตั้งที่รณรงค์หาเสียงเลือกตั้งให้นิกสันก็ต้องคดีอาญา
สำหรับเฟลท์เขาต้องคดีในปี
1980 ในฐานะที่อนุญาตให้มีการบุกเข้าบ้านของกลุ่มหัวรุนแรง
(Weather
Underground)อย่างผิดกฎหมาย
เหตุเกิดในทศวรรษ
1970 แต่ประธานาธิบดีรอนัลด์
เรแกน ได้อภัยโทษให้เขาในปี
1981
หมายเหตุ-
บ๊อบ วู้ดเวิร์ด
เรียนจบมหาวิทยาลัยเยล
ลาออกจากทหารเรือมาเป็นนักข่าว ประจำทำเนียบขาวขณะเกิดเหตุ ปัจจุบันเป็นผู้ช่วยบรรณาธิการจัดการด้านข่าวสืบสวนวอชิงตัน โพสต์ คาร์ล เบิร์นสตีน
เรียนมหาวิทยาลัยแมรีแลนด์แห่งคอลเลจ
ปาร์ค แต่ไม่จบ
เป็นนักข่าวตระเวนวอชิงตัน
โพสต์ตั้งแต่ปี 1966 ปัจจุบันทำงานโทรทัศน์เอบีซี และเป็นอาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก หลังจากคดีวอเตอร์เกตทั้งคู่ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ และมีงานเขียนร่วมกันคือ
All the President"s Men (1974)
ตีแผ่คดีวอเตอร์เกต เป็นหนังสือขายดี
ต่อมานำมาทำหนังได้ทั้งเงินและรางวัลออสก้าร์....ÍèÒ¹µèÍ
|