----------------------------------------------คลิกที่รูปเพือดูรูปใหญ่------------------------------------------
แนะนำว่าที่เฟิร์ส เลดี้ ของสหรัฐ
ฉบับนี้ขอเริ่มแนะนำว่าที่สตรีหมายเลข 1
ของสหรัฐน่าจะเป็นคนใดคนหนึ่งใน 2 คนนี้ ส่วนว่าที่สุภาพบุรุษหมายเลข 1 ชื่อบิล
คลินตัน คงไม่ต้องแนะนำมากเพราะหลายท่านรู้จักดีอยู่แล้ว ใน
3คนนี้จะต้องมีคนใดคนหนึ่งเข้าไปนั่งในทำเนียบขาวร่วมกับคู่สมรสตั้งแต่มกราคม
2009 เป็นต้นไป
มิเชลล์ โอบามา
มิเชลล์ โอบามา(Michelle Obama)เกิดเมื่อวันที่ 17 มกราคม
1964 ในนาม Michelle LaVaughn
Robinson ที่ชิคาโก้ รัฐอิลลินอยส์ เป็นลูกของนายเฟรเชอร์และนางมาเรียน
รอบินสัน ปัจจุบันอายุ 44 ปี เรียนจบปริญญาตรีสังคมวิทยาจากมหาวิทยาลัยพริ้นซ์ตัน
ปี 1985 ระดับเกียรตินิยม (cum laude)และจบ
JD จาก Harvard Law School ปี 1988
หลังจากเรียนจบกฎหมายมิเชลล์กลับมาชิคาโกทำงานเป็นทนายอยู่กับสำนักงานทนาย Sidley Austin เธอทำงานด้านกฎหมายมาร์ตเก็ตติ้งและกฎหมายลิขสิทธิ์ทางปัญญาและยังทำงานเป็นสต๊าฟของริชาร์ด
เอ็ม เดลีย์ นายกเทศมนตรีชิคาโก้,ในปี
1996 เธอเป็นผู้ช่วยคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษามหาวิทยา ลัยชิคาโก้
โดยเป็นคนจัดตั้งศูนย์บริการชุมชน(Community Service Center)ขึ้นในมหาวิทยาลัย
ต่อมาปี 2002 เธอทำงานให้กับโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยชิคาโก้
ในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายชุมชนสัมพันธ์และในปี 2005 ได้รับแต่งตั้งเป็นรองประธานฝ่ายกิจการภายนอกและชุมชนสัมพันธ์ของโรงพยาบาล
ทั้งคู่มาพบกันเมื่อบาร๊าค
โอบามา มาทำงานที่สำนักงานทนายความ Sidley Austin เช่นกัน สายสัมพันธ์ของทั้งสองเริ่มจากการไปรับประทานอาหารกลางวันในฐานะเพื่อนร่วมงาน(business lunch)จากนั้นทั้งคู่ก็จัดงานพบปะชุมชนขึ้น ก่อนที่จะนัดกันไปดูหนังเรื่อง Do The Right Thing สร้างโดย
Spike
Lee แต่งงานกันเมื่อตุลาคม 1992 มีลูก 2 คนคือมาเลีย(Malia เกิดปี 1999)และนาตาช่า Natasha เรียกชื่อเล่นๆว่าชาช่า เกิดปี 2001
มิเชลล์เป็นน้องสาวของ เคร็ก
รอบินสัน เป็นนักบาสเก็ตบอลที่ทำแต้มสูงสุดเป็นอันดับ 4 ในประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยพริ้นซ์ตัน ปัจจุบันเคร็กเป็นโค้ชบาสเก็ตบอลให้มหาวิทยาลัยบราวน์
เธอได้รับการยกย่องจากนิตยสาร Essence เมื่อเดือนพฤษภาคม
2006 ว่าเป็น 1 ใน 25 สตรีที่สร้างแรงจูงใจได้ดีที่สุดของโลก
(25 of the World's Most Inspiring
Women) ต่อมาเดือนกรกฎาคม 2007 นิตยสาร Vanity Fair ยกย่องว่าเป็น 1 ใน 10 ของสตรีแต่งตัวดีที่สุด(10 of the World's Best Dressed
People)และกันยายน 2007 นิตยสาร 02138 ยกย่องให้เธอเป็นศิษย์เก่าผู้มีอิทธิพลอันดับที่
58 ของฮาร์เวิร์ด (The
Harvard 100) ในจำนวนนี้ วุฒิสมาชิกบาร๊าค โอบามา สามีของเธอติดอันดับ
4
จากรายการยื่นเสียภาษีในปี 2006 ระบุว่ามิเชลล์มีรายได้จากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยชิคาโก้
$273,618 ส่วนบาร๊าคมีรายได้จากตำแหน่งวุฒิสมาชิก $157,082
สรุปแล้วปี 2006 ทั้งคู่ยื่นรายได้รวม
$991,296 รวมทั้ง
51,200 ดอลลาร์ในฐานะที่มิเชลล์เป็นกรรมการบอร์ดของบริษัท TreeHouse
Foods, รวมกับค่าลิขสิทธิ์จากหนังสือของบาร๊าคอีกด้วย
ภายหลังจากที่สามีประกาศลงสมัครเป็นผู้แทนพรรคเดโมแครตเข้าชิงชัยประธานาธิบดี
มิเชลล์ก็ลดงานอาชีพของเธอลง 80 % เพื่อหันมาช่วยสามีรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ช่วงกุมภาพันธ์ 2008 เธอเข้าร่วมหาเสียง
32 ครั้งใน 8 วัน
เมื่อถามว่าหากฮิลลารี คลินตัน ได้รับการเสนอชื่อเป็นผู้แทนของพรรคเธอจะสนับสนุนหรือไม่
เธอตอบว่าต้องดูก่อน แต่อย่างไรก็ตามไม่ว่าใครก็ตามที่ได้รับการเสนอชื่อ ทุกคนในพรรค(เดโมแครต)จะต้องทำงานหนักเพื่อให้การสนับสนุน
ซินดี้ เฮนสลีย์ แมคเคน
ซินดี้ เฮนสลีย์ แมคเคน(Cindy Hensley McCain) เกิดเมื่อปี 1954 ในชื่อ Cindy Lou Hensley ที่ฟีนิกซ์ รัฐอริโซนา เป็นลูกสาวคนเดียวของนายเจมส์และนางมากัวไรท์
เฮนสลีย์ ผู้ก่อตั้งบริษัท Hensley & Company ขึ้นในปี 1955 บริษัทนี้เป็นผู้จัดจำหน่ายเบียร์ของ Anheuser-Busch เป็นหนึ่งในรายใหญ่ๆผู้จัดจำหน่ายเบียร์ของสหรัฐ
ตามประวัติแล้วเธอมีความสวยงามทีเดียว
ในปี 1968 เธอได้รับเลือกเป็นราชินีคาวบอย(A Rodeo Queen) เรียนจบ
Central High School ฟีนิกซ์ในปี 1972 ที่นี่เธอยังเป็นเชียร์ลีดเดอร์อีกด้วย ก่อนจะจบอนุปริญญาด้านการศึกษา
ต่อมาเธอมาเรียนต่อที่แอล.เอ.และจบปริญญาโทด้านการศึกษาพิเศษจากมหาวิทยาลัย
USC เป็นสมาชิกในกลุ่มสมาคม
the
Kappa Alpha Theta
ปี 1978 ซินดี้ร่วมวางโครงการช่วยเหลือเด็กพิการและเขียนหนังสือชื่อ Movement Therapy: A Possible
Approach รวมทั้งไปเป็นครูสอนเด็กพิการที่ Agua Fria High School เมือง Avondale รัฐอริโซนา โดยไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับธุรกิจของครอบครัวเท่าใดนัก
งานหลักๆของเธอคือการทำด้านสังคมสงเคราะห์เช่นก่อตั้ง the American Voluntary Medical
Team (AVMT)ระหว่างปี 1988-1995 เพื่อช่วยผู้ประสบภัยพิบัติรวมทั้งประเทศในโลกที่สามที่บ้านแตกสาแหรกขาดจากสงคราม เป็นนักสังคมสงเคราะห์และกรรมการบอร์ดหลายองค์กรการกุศล
ปี 1979 ขณะนั้นซินดี้อายุ 25 ปีพบกับจอห์น แมคเคน วัย
43 ปีในงานเลี้ยงต้อนรับของกองทัพที่ฮาวาย โดยจอห์น แมคเคน อดีตนักโทษจากสงครามเวียดนาม(POW)และทำหน้าที่เป็นฝ่ายติดต่อของกองทัพเรือ(Naval liaison officer)
เดินทางติดตามวุฒิสมาชิกไปร่วมงาน ช่วงนั้นแมคเคนมีปัญหาครอบครัวกับภรรยา ต่อมาเดือนเมษายน 1980 เขาหย่าขาดจากแครอล
และวันที่ 17 พฤษภาคม 1980 ก็ตัดสินใจแต่งงานกับซินดี้โดยเธออายุน้อยกว่าเขา
18 ปี
ด้วยการที่พ่อของซินดี้เป็นนักธุรกิจและมีฐานเสียงในอริโซน่า
ทำให้จอห์น แมคเคน สามารถก้าวเข้ามาสู่วงการเมืองได้ไม่ยากนัก
ทั้งคู่ออกหาเสียงเลือกตั้งเมื่อปี 1982 โดยใช้กองทุนของพ่อเป็นเงินกู้ยืมมาทำงานการเมือง
ทั้งสองมีลูกด้วยกัน ดังนี้ Meghan (เกิดปี 1984), John Sidney IV หรือรู้จักในนามแจ๊คเกิดปี 1986 และเจมส์
เกิดปี 1988 ลูกๆของเธอและเขาได้พ่อกับแม่ช่วยเลี้ยงดูเพราะบ้านอยู่ตรงกันข้าม
ในระหว่างที่ทั้งสองต้องเดินทางไปอยู่วอชิงตัน
ทั้งคู่ยังรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม โดยในปี 1991 เกิดพายุไซโคลนที่บังคลาเทศมีเด็กหญิงคน
หนึ่งต้องการความช่วยเหลือด้วยการนำตัวมารักษาในสหรัฐ เธอรับเป็นบุตรบุญธรรมให้ชื่อว่า Bridget
จากการก่อตั้งและทำงานให้กับ AVMT ทำให้เธอได้รับรางวัล Food for the Hungry
ปี 1989 ซินดี้ตกเป็นทาสของยาระงับปวด Percocet และ Vicodin จนกระทั่งต้องขโมยยาจาก AVMT เหตุเกิดหลังจากที่เธอเข้าผ่าตัดและยังมีปัญหาเกี่ยวกับไขสันหลัง เมื่อถูกจับได้มีการตกลงเป็นการภายในกับสำนักงานอัยการว่าเรื่องนี้จะต้องไม่เผยแพร่ออกสู่สาธารณะ
เธอยอมจ่ายค่าปรับและเข้าโครงการบำบัด ต่อมาองค์กรAVMT พับไปในปี 1995 อย่างไรก็ตามการช่วยเหลือทางกุศลยังมีผ่านกองทุนของครอบครัวชื่อ the Hensley Family Foundation
จอห์น แมคเคน เคยรณรงค์เสนอตัวเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันเพื่อชิงชัยตำแหน่งประธา
นาธิบดีในปี 2000 แต่ไม่ประสบผลสำเร็จเพราะจอร์จ บุช ผู้ว่าการรัฐเท็กซัสได้เป็นตัวแทน
อย่างไรก็ตามในปีนั้นเธอรับเป็นประธานจัดงานประชุมใหญ่ดีลีเกตส์ของพรรครีพับลิกัน
(
the 2000 Republican National Convention)
ในปีเดียวกันนี้เมื่อพ่อของเธอถึงแก่กรรม เธอต้องเข้ามาทำหน้าที่เป็นประธานบริษัท
Hensley
& Company บริหารธุรกิจที่มีเงินหมุนเวียนปีละ 300 ล้านดอลลาร์ เธอก็ยังเกี่ยวข้งกับองค์กรการกุศลตลอดมาไม่ว่าจะเป็น Operation Smile,CARE , the HALO Trust เป็นสิ่งที่เธอชอบ
เมื่อเดือนเมษายน 2004 เธอเกือบเป็นสโตร๊คเพราะเป็นความดันโลหิตสูง ใช้เวลารักษาอยู่นานหลายเดือนจึงกลับมาเกือบปกติ
ทุกวันนี้บางครั้งความจำเธอก็หายไปเป็นห้วงๆ(short-term memory loss)และทำให้เขียนหนังสือลำบาก
แน่นอน หากสามีเธอได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี
เธอก็จะต้องทำหน้าที่เป็น First lady อย่างไม่ต้องสงสัย
ทุกวันนี้เธอยังต้องทำธุรกิจของครอบครัวต่อไป
และยังเป็นภรรยาของวุฒิสมาชิกอีกด้วย
สตรีทั้งสองคนมีโอกาสได้เป็นเฟิร์ส เลดี้ ทั้งนั้น แต่ก็ไม่แน่นัก
หากฮิลลารี คลินตัน ได้รับเลือกตั้งเข้ามาเราก็คงจะมี First Gentleman
ที่ชื่อบิล คลินตัน ทั้งหลายทั้งปวงก็คงต้องไปรอเอาวันที่ 4 พฤศจิกายน
2008 ....อ่านต่อ
|