ประธานาธิบดีจอร์จ บุช กำลังกล่าวถึงนโยบายการตัดภาษีและคืนเงินแก่ประชาชนเพื่อกระตุ้นภาวะเสรษฐกิจที่ทำเนียบขาวเมื่อวันที่  18 มกราคม โดยมีนายดิ๊ก เชนีย์ รองประธานาธิบดี(ซ้าย)และนายเฮนรี่ พอล รัฐมนตรีกระทรวงการคลังร่วมอยู่ด้วย(AFP/Tim Sloan)

เราอาจได้รับเงินภาษีคนละ 800 ดอลลาร์
นโยบาย”ผันเงินคืน”จากรัฐบาลจอร์จ บุช

                เมื่อวันที่ 18 มกราคมประธานาธิบดีจอร์จ บุช ออกมาประกาศนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐให้ฟื้นตัวโดยจะใช้งบประมาณระหว่าง 140,000-150,000 ล้านดอลลาร์ เข้ามาเป็นสิ่งกอบกู้”ภัยพิบัติ”ทางเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้น

                นโยบายดังกล่าวหลักๆก็คือลดหย่อนภาษีให้แก่เอกชนและธุรกิจ,เพิ่ม food stamps แก่คนที่รับฟู้ดแสตมป์มากขึ้น,มอบสิทธิประโยชน์ให้กับคนว่างงาน

สิ่งเหล่านี้จะต้องจัดทำทันทีไม่มีการรอเวลาใดๆโดยเร่งรีบเสนอนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจให้สภาคองเกรสพิจารณาออกเป็นกฎหมายให้มีผลใช้บังคับ โดยมีหลักการว่าจะกระทำครั้งเดียวและเป็นแบบชั่วคราว

จอร์จ บุช ยอมรับว่าเศรษฐกิจเริ่มที่จะย่ำแย่แต่ไม่ถึงกับใช้คำว่า”ถดถอย” (recession) สาเหตุหลักที่สหรัฐประสบก็คือภาวะอสังหาริมทรัพย์ถดถอยและราคาน้ำมันแพงขึ้น รายละเอียดเรื่องนี้เชื่อว่าจอร์จ บุช จะนำเสนอต่อประชาชนทั่วประเทศในวันที่ 28 มกราคมเพราะจะกล่าวสุนทรพจน์( State of the Union speech)

อย่างไรก็ตามสิ่งที่สังคมอเมริกันเผชิญหน้าทางเศรษฐกิจในขณะนี้มี 5 ประการหลักๆคือ 1.ภาวะอสังหาริมทรัพย์ตกต่ำ 2.ราคาน้ำมันแพงขึ้น 3.เครดิตจากสถาบันการเงินถูกระงับหรือชลอตัวลง 4.การว่างงานเริ่มสูงขึ้น 5.ตลาดหุ้นราคาหุ้นเริ่มตกลง

                เงินจำนวน 140-150 พันล้านดอลลาร์เทียบได้กับ 1 % ของอัตราเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ(GDP) พูดง่ายๆเมื่อ GDP ไม่เติบโตเข้าเป้าก็ใช้เงินเข้าไปกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจจะทำให้เศรษฐกิจโตขึ้นเหมือนกับการฉีดปุ๋ยเข้าไปในพืชเพื่อกระตุ้นให้งอกงามเร็วขึ้น

เศรษฐกิจถดถอยเริ่มมองเห็นจาก 2 ไตรมาส(6 เดือน)ที่ผ่านมาไม่มีการเติบโต(Growth)ห้เห็นกลับลดลงด้วยซ้ำ เศรษฐกิจของสหรัฐมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกหรือคิดเป็นเงิน 14 ล้านล้านดอลลาร์(trillion) เป็นผู้นำเข้าสินค้าต่างๆจากทั่วโลก เมื่อเศรษฐกิจถดถอย การนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศก็ลดลงไปด้วยจะส่งผลกระทบไปยังทั่วโลก

                ทางด้านพรรคเดโมแครตไม่ได้ขัดขวางนโยบายของจอร์จ บุช แต่เสนอแนะว่าเงินจำนวนนี้จะต้องลงไปถึงมือของคนงานที่ทำงานหนัก มีความต้องการมากที่จะทำให้ตัวเองและครอบครัวอยู่รอด

                นายเฮนรี่ พอลสัน รัฐมตรีคลังสหรัฐบอกว่าการกระตุ้นเข้าไปสู่ภาคธุรกิจจะทำให้บริษัทเพิ่มการลงทุน,จ้างคนงานมากขึ้น ซึ่งนโยบายนี้รัฐบาลต้องการสร้างงานเพิ่ม 500,000 ตำแหน่งในปี 2008

                 รายละเอียดในเรื่องยังไม่เสร็จเรียบร้อย แต่หลักการคร่าวๆมีว่าการช่วยเหลือเรื่องภาษีจะต้องเป็นแบบ package สภาคองเกรสต้องการลดหย่อนภาษีแก่บริษัทเมื่อลงทุนซื้ออุปกรณ์หรือเครื่องมือใหม่แก่บริษัท และลดหย่อนแก่เอกชน 500 ดอลลาร์ สำหรับผู้สูงอายุ,บุคคลที่รับฟู้ดแสตมป์และผู้รับเงินจากการว่างงานจะได้รับเพิ่มขึ้น   

ในปี 2001 จอร์จ บุช ได้คืนภาษีกับส่วนบุคคลรายละ 300 ดอลลาร์และหากเป็นครอบครัวจะตกครอบครัวละ 600 ดอลลาร์

                เมื่อถึงปัจจุบันฝ่ายบริหารกำลังพิจารณาว่าอาจคืนภาษีให้กับส่วนบุคคลรายละ 800 ดอลลาร์

และหากเป็นครอบครัวตกครอบครัวละ 1,600 ดอลลาร์

                จากประวัติการคืนภาษีของจอร์จ บุช ในปี 2001 พบว่าในจำนวนผู้ได้รับคืน 2 ใน 3 ใช้เงินภายใน 6 เดือน ซึ่งภาวะเศรษฐกิจถดถอยในปีนั้นอยู่ในลักษณะอ่อนๆ(mild recession) มันเกิดขึ้นในช่วงเดือนเมษายนจนสิ้นสุดเดือนพฤศจิกายน

                ขณะเดียวกันนายชาร์ลส์ ชูเมอร์ วุฒิสมาชิกนิวยอร์กในฐานะประธานคณะกรรมาธิการร่วมเศรษฐกิจของวุฒิสภาเชื่อว่าร่างกฎหมายนี้จะผ่านภายในต้นเดือนมีนาคม เพราะปีนี้เป็นปีเลือกตั้งในสภาคงจะมีการอภิปรายเพิ่มเติมแต่ทั้งสองพรรคเห็นพ้องต้องกันแล้วในหลักการ หากไม่ทำจะทำให้เศรษฐกิจ”ดำดิ่ง”ลงไปอีก

อีกด้านหนึ่งธนาคารกลางสหรัฐจัดประชุมวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ เมื่อคืนวันที่ 21 มกราคมจากนั้นได้ประกาศลดอัตราดอกเบี้ย(federal funds rate)ลงอีก 0.75 %  จาก 4.25 % เหลือ 3.50 % ส่งผลให้ดอกเบี้ยที่ธนาคารกลางชาร์จธนาคารอื่น(discount rate)ลดเหลือ 4.00 % 

หลังจากนั้นในวันเดียวกันธนาคารพาณิชย์ประกาศลดไพรม เรทลงเช่นกันจากปัจจุบัน 7.25 เหลือ 6.50 %  ซึ่งไพรม เรทจะส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยผู้บริโภค (Consumer rates)ต่างๆเช่นเครดิต คาร์ด,ดอกเบี้ยกู้ซื้อรถยนต์ ลดลงเช่นกัน

ทั้งๆที่เฟดจะประชุมตามกำหนด 29-30 มกราคม แต่เชื่อว่าตลาดหุ้นที่ตกต่ำดำดิ่งไปทั่วโลก เป็นองค์ประหกอบสำคัญที่เฟดรีบกระโดดเข้ามาเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น
อ่านข่าวเพิ่มเติมจาก ยาฮู้ http://news.yahoo.com/s/

มิชิแกนงดออกใบขับขี่ให้ผู้อยู่ผิดกฎหมาย

                  เทอร์รี่ ลินน์ แลนด์ เลขานุการรัฐมิชิแกนเปิดเผยว่านับตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2008 เป็นต้นไปนโยบายใหม่ของรัฐมิชิแกนจะไม่ออกใบขับขี่ให้กับผู้อยู่อย่างผิดกฎหมาย

                 นโยบายนี้ยังมีผลกระทบต่อผู้อยู่อย่างถูกกฎหมาย แต่ไม่ได้มีสถานภาพอยู่อย่าถาวร(ใบเขียว) ซึ่งผู้ถือวีซ่านักเรียนตลอดจนวีซ่าทำงานชั่วคราวจะต้องรอผลการออกกฎหมายจากสภานิติบัญญัติของรัฐ ( the Legislature)เสียก่อน

การเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐมิชิแกนมีผลมาจากความเห็นเมื่อเดือนธันวาคมของนายไมค์

ค๊อกซ์ อัยการสูงสุดที่ระบุว่าการให้ใบขับขี่แก่ผู้อยู่อย่างผิดกฎหมาย ไม่ชอบด้วยกฎหมายรัฐบาลกลาง ความเห็นจากสำนักงานอัยการสูงสุดถือว่าถูกต้องต่อระดับมลรัฐ ยกเว้นเสียแต่จะได้รับการชี้ขาดหรือคำพิพากษาจากศาล

อย่างไรก็ตามนโยบายนี้จะมีผลต่อผู้ยื่นขอใบขับขี่หรือขอบัตรประจำตัว(identification card)

เป็นครั้งแรก ส่วนผู้ที่ถือใบขับขี่หรือมีบัตรประจำตัวอยู่ก่อนแล้วเช่นนักศึกษาจะมีขั้นตอนการต่ออายุใบขับขี่ออกมาในเร็วๆนี้

                อีก 7 รัฐที่ออกใบขับขี่โดยไม่ต้องดูสถานภาพว่าอยู่ผิดหรือถูกกฎหมายประกอบด้วย Hawaii, Maine, Maryland, New Mexico, Oregon, Utah และ Washington  สำหรับมิชิแกนเป็นรัฐชายแดนต่อกับแคนาดาและเป็นชายแดนที่เข้า-ออกของประชาชนมากที่สุดทางด้านเหนือของสหรัฐ ....อ่านต่อ

 

 
 
 
 
 

 
The Asian Pacific News;Multilingual Weekly Newspaper in USA. หนังสือพิมพ์ ดิ เอเชี่ยนแปซิฟิค    USA Office : 13815 Graystone Ave, Norwalk , CA 90650 TEL ( 562 ) 868 -6339 FAX: (562) 863 - 7820 E-mail: editor@apacnews.netFree Hit Counter
 
Thai Tumbon Paleewog Trading Royal Thai Consulate Royal Thai Embassy Editor USA How to Laws&Immigrations American Ways Interview Columns Once upon the times tupna Society&Business Business Society Special Reports Sports Decoded destiny Letter to Editor Leter From Thailand Cartoon Shopping