
หนี้เครดิต คาร์ด: ลูกโซ่ที่เกิดจาก
ดอกเบี้ยอสังหาริมทรัพย์ด้อยค่า
นักวิเคราะห์จากสำนักข่าวเอ.พี.ด้านการเงินได้ศึกษาพบว่าปัจจุบันคนอเมริกันผ่อนหนี้เครดิต
คาร์ดกันลำบากมากขึ้น บางรายไม่มีผ่อนหรือผ่อนช้า จนกลายมาเป็นปัญหาที่ทำให้สถาบันการเงินเจ้าหนี้ปวดหัว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกหนี้ที่จ่ายเกิน 90 วันเริ่มมีมากขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินระบุว่าผลผลิต(byproduct)นี้เกิดขึ้นจากภาวะวิกฤตของดอกเบี้ยอสังหาริมทรัพย์ด้อยค่าหรือ the subprime
mortgage crisis ที่กำลังกระจายเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยรวม
คลิฟฟ์ ตัน นักวิชาการที่ไปเป็นอาจารย์พิเศษสอนอยู่มหาวิทยาลัย Stanford ซึ่งเชี่ยวชาญด้านเครดิตกล่าวว่าหนี้ในส่วนของอสังหาริมทรัพย์เริ่มที่จะกระจายเข้าไปยังหนี้เครดิตและอื่นๆตามมา ปัจจุบันเราเริ่มเห็นมันทะลักเข้ามาแล้ว
จากการศึกษาจากบริษัทเครดิต คาร์ดขนาดใหญ่ 17 แห่งเมื่อเดือนตุลาคม
2007 เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2006 พบว่าหนี้เครดิต คาร์ดที่ต้องจ่ายภายใน
30 วันเพิ่มขึ้นเป็น 26 % หรือยอดเงิน 17.3 พันล้านดอลลาร์ ยอดหนี้จำนวนนี้คิดเป็นกว่า
4 % ของเงินต้นที่บริษัทเครดิต คาร์ดตลอดจนธนาคารต่างๆปล่อยออกมาอาทิเช่น Bank of America,Capital One,Home Depot และ Wal-Mart.
เดือนตุลาคมเช่นเดียวกันเมื่อเจ้าหนี้ติดตามจนเบื่อเพราะหนี้ตกอยู่ในภาวะไม่มีทางจ่ายdefaults)จำเป็นที่สถาบันการเงินต้องตัดยอดทิ้งเพิ่มเป็น 18 % หรือคิดเป็นเงิน
961 ล้านดอลลาร์ ตัวเลขนี้ต้องรายงานไปยังคณะกรรมการหลักทรัพย์(Securities and Exchange Commission)
นอกจากนี้ยังพบว่าบรรดาลูกหนี้ที่ไม่มีเงินจ่ายถึงแม้ว่าจะครบกำหนดผ่อนแล้วและยืดออกไปถึง
90 วันมีจำนวนเพิ่มขึ้น 50 %
เป็นรายงานจากแหล่งเงินกู้ขนาดใหญ่อย่าง Advanta,GE Money Bank และธนาคาร HSBC
ฝ่ายวิเคราะห์จากสำนักข่าวเอ.พี.ได้รวบรวมตัวเลขผู้ถือเครดิตคาร์ด
325 ล้านรายเพื่อศึกษา
ซึ่งตัวเลขนี้เป็นยอดที่จะต้องมอบให้กับ The Trusts (บริษัทเครดิต คาร์ดหรือธนาคารเป็นผู้ตั้ง The Trusts ขึ้นมา) จากนั้นจะนำยอดกู้จากเครดิต คาร์ดไปจำหน่ายแก่นักลงทุนอีกทอดหนึ่ง เหมือนที่ธนาคารนำ subprime mortgage loans ไปจำหน่ายแก่นักลงทุน
ปัจจุบันคนอเมริกันเป็นหนี้เครดิตรวมกันประมาณ 920 พันล้านดอลลาร์
และเครดิตที่มีปัญหามีอยู่ประมาณ 45 % ของจำนวนที่กล่าวมา
อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะมีปัญหาเรื่องหนี้เครดิตก็ตาม สถาบันการเงินและธนาคารที่ออกเครดิต
คาร์ดก็ยังต้องการให้คนอเมริกันถือบัตรพาลาสสติกนี้กันมากๆ ด้วยการเสนอไปถึงบ้านเพื่อให้คนอเมริกัน
sign-ups แบบง่ายๆเช่นบอกว่า Pre-approved สาเหตุเพราะบริษัทเครดิต คาร์ดสามารถเรียกเก็บดอกเบี้ยได้สูงถึง
36 % ต่อปี แถมยังมีค่าธรรมเนียมประเภทจ่ายช้าก็ต้องเสีย
late fees ตลอดจนการลงโทษอื่นๆ
ตัวเลขล่าสุดทั้งประเภทจ่ายช้า(delinquencies)และไม่มีจ่าย(defaults)ในรอบ 30 วันเพิ่ม 25,716 รายเทียบกับเดือนพฤศจิกายน
2006 และระหว่างตุลาคมถึงพฤศจิกายนปี 2007 เดือนเดียวเพิ่มเป็น
6 พันราย นักวิเคราะห์เชื่อว่าลูกหนี้ทั้งสองประเภทที่กล่าวมาจะมีเพิ่มอีกหลังจากฤดูจับจ่ายซื้อสินค้าผ่านไป
อย่างไรก็ตามปัญหาเคริดตคาร์ด คนอเมริกันส่วนใหญ่มองว่าไม่ใช่เรื่อง big deal เพราะอะไรหรือมาฟังนายเฮาเวิรด์
ดวอร์คิน(Howard Dvorkin)ผู้ก่อตั้งองค์กร Consolidated Credit Counseling
Services เมืองฟอร์ธ ลอเดอร์เดล รัฐฟลอริด้า องค์กรนี้ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาแก่ผู้เป็นหนี้เครดิต
คาร์ดประมาณ 5 ล้านราย
ดวอร์คินยอมรับว่าพื้นฐานของสังคมอเมริกัน ผู้บริโภคต้องการ,ต้องการ,ต้องการ,จ่าย,จ่าย,จ่าย,แต่ทุกคนจะต้องจ่ายหนี้ที่ก่อขึ้น
ถือเป็นขั้นตอนที่ทำให้เจ็บปวดทีเดียว
การจะหนีหนี้โดยยื่นฟ้องล้มละลายด้วย Chapter
7 ก็ไม่ง่ายเหมือนเดิมเพราะกฎหมายว่าด้วยการยื่นล้มละลายตัวเองปี 2005 เปลี่ยนแปลงไป
หลักการของกฎหมายมีว่าคนที่มีรายได้มากกว่าอัตราเฉลี่ยหรืออัตราปกติไม่อาจยื่นฟ้องด้วย
Chapter
7 แต่สามารถหันมาใช้ Chapter
13 ได้โดยมาตรานี้จะต้องมีแผนการจ่ายเจ้าหนี้คืนแก่เจ้าหนี้รวมอยู่ด้วย
คนอเมริกันหลายคนไม่มีการวางแผนหรือไม่ทราบว่าผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร
ตัวอย่างเช่นนายเคนเนธ แมคกินเนส อายุ 61 ปีอาชีพเสมียนไปรษณีย์อยู่เมือง Flushing รัฐนิวยอร์ก เขาเล่าว่าเขาเริ่มต่อสู้กับเครดิต คาร์ดมาเมื่อ 9 ปีที่แล้วโดยเริ่มจากจ่ายค่าเล่าเรียนและหนังสือให้กับลูกที่เข้าคอลเลจ
ตอนนั้นดอกเบี้ย เครดิต คาร์ด 6 % หรือถูกกว่าดอกเบี้ยกู้เรียนโดยตรงที่เสีย
8.6 %
จากนั้นเขาก็ยื่นแอพพลายทั้ง Citibank
และ
Chase
cards เพื่อซื้ออาหาร,ทำฟัน,จ่ายค่าหมอ (copays)หรือผ่าตัดเล็กๆน้อย จนกระทั่งดอกเบี้ยคาร์ดเพิ่มเป็น 30 % ทำให้เขาเป็นหนี้อยู่
37,000 ดอลาร์ เดือนกุมภาพันธ์
2008 เขาเตรียมยื่นฟ้องล้มละลาย
ผมก็พยายามที่จะจ่ายคืนบัญชีที่ดอกเบี้ยสูงๆ แต่มันก็สูงขึ้นเรื่อยๆ เดี๋ยวก็โดน late
charges เดี๋ยวก็โดน surcharges ก็เลยทำอะไรไม่ได้ทำให้ติดหล่มนายแมคกินเนสกล่าว
สถานการณ์การเงินและเครดิต ปัจจุบันเริ่มพัวพันกันเป็นลูกโซ่ไปหมดเริ่มตั้งแต่ subprime mortgage loans ตามมาถึงการกู้เงินเพื่อซื้อรถ,เครดิต คาร์ดและเงินกู้เพื่อการศึกษา บริษัทCapital One Financial Corp.
ซึ่งออกเครดิต คาร์ด รายใหญ่รายหนึ่งระบุว่าาการจ่ายเงินช้าและไม่ยอมจ่ายของลูกหนี้จะมีมากในเขตที่เกิดผลกระทบจากอสังหาริมทรัพย์ทั้งที่California และ Florida
ฝ่ายบริหารของ Capital One แจ้งแก่นักวิเคราะห์ของสำนักข่าวเอ.พี.ว่าในปี 2008 บริษัทเตรียมที่จะประกาศหนี้สูญประมาณ
4.9 พันล้านดอลลาร์ เพราะยอดหนี้ที่จ่ายช้าเริ่มมากขึ้นโดยเฉพาะในเขตที่มีปัญหาการผ่อนอสังหาริมทรัพย์
ปัจจุบัน Capital One มีลูกค้าอยู่
30 ล้านบัญชี
ในจำนวนนี้ Bank of America Corp.มียอดที่ลูกหนี้เครดิตจ่ายช้ามากที่สุดประมาณ 5 พันล้านดอลลาร์ และเมื่อเดือนตุลาคม
2007 ยอดลูกหนี้ไม่จ่ายหนี้เพิ่ม 200 % เมื่อเทียบกับตุลาคมปี
2006
กล่าวโดยสรุปบริษัทที่ปล่อยหนี้ไม่ว่าจะเป็นเครดิต คาร์ดหรือหนี้ที่ตนเปิดเครดิตให้ลูกค้าเอง (own books)อาทิเช่น Capital One, American Express
Co., Discover Financial Services Co.,Wal-Mart Stores Inc., Home
Depot Inc., Lowe's Companies Inc., Target Corp. และ Circuit City Stores Inc. ต่างรายงานว่าตัวเลขที่ลูกหนี้จ่ายช้าไม่ตรงตามกำหนดหรือไม่จ่ายเลยเพิ่มเป็นเลข
2 หลัก(double-digit)ทั้งสิ้น
นักวิเคราะห์เชื่อว่าในปี 2008 ที่กำลังเดินทางมาถึง
คนอเมริกันจำนวนมากจะตกอยู่ในความยุ่งยากในการจัดการปัญหาทางการเงินของตัวเอง
โดยเฉพาะคนที่มีปัญหาเครดิตและจะต้องผ่อนอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ผลกระทบที่เป็นลูกโซ่นี้อาจกลายเป็นทฤษฎีโดมิโนทางเศรษฐกิจคือล้มทับกันไปเป็นทอดๆก็ได้ หากไม่เร่งแก้ปัญหากันทั้งระบบ
ราคาบ้านลดต่อเนื่อง23 เดือน-อีก 18 เดือนราคาจึงจะฟื้นกลับมา
เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม the Standard & Poor's/Case-Shiller ซึ่งเป็นผู้จัดทำดัชนีวัดราคาบ้าน(HPI)แถลงว่าเมื่อเดือนตุลาคม 2007 ราคาบ้านลดลงอีก 6.7 % ถือเป็นการลดลงอย่างต่อเนื่อง
23 เดือนติดต่อกันมา
นายรอเบิร์ต ชิลเลอร์ ผู้จัดทำดัชนีกล่าวว่าไม่ว่าจะมองข้อมูลแบบใด
ก็ปรากฎว่าราคาบ้านเดี่ยวลดลงหรือแม้จะเพิ่มก็เป็นไปอย่างช้ามากในบางเขต
ทั้งนี้มีการศึกษาราคาบ้านในเขตนครหลวง 10 เมืองใหญ่ของสหรัฐ ราคาบ้านที่ลดมากที่สุดในอดีตคือ 6.1 % เมื่อเดือนเมษายน
1991
นายแพทริค นิวพอร์ต นักเศรษฐศาสตร์บริษัทที่ปรึกษาทางการเงินชื่อ Global
Insight กล่าวว่าราคาบ้านในสหรัฐจะลดลงอีก 10
% ในระหว่าง 12-18 เดือนข้างหน้าก่อนที่จะถึงจุดต่ำที่สุดแล้วจะดีดตัวกลับขึ้นมา
นายนิวพอร์ตเปิดเผยว่าปัจจุบันมีคน 4 กลุ่มพยายามนำบ้านออกขายประกอบด้วย
1.ธนาคารที่ยึดบ้านมาต้องการขายออก 2.บริษัทสร้างบ้าน 3.นักเก็งกำไรบ้าน
4.เจ้าของบ้านที่ตกงาน ทั้ง 4 กลุ่มนี้ต้องการกำจัดบ้านออกไปเร็วที่สุดจึงทำให้ราคาบ้านตกลงมา
นอกจากนี้ดัชนีที่สองที่ Case-Shiller สำรวจในเขตนครหลวง 20 แห่งเมื่อเดือนตุลาคมพบว่าราคาบ้านลดลงเฉลี่ย
6.1 % เมืองลดมากที่สุดคือไมอามี่ รัฐฟลอริด้า
12.4 % ตามด้วยเมืองแทมป้า รัฐฟลอริด้าลด 11.8 % และอีก 4 เมืองที่ตัวเลขลด 2 ตัวประกอบด้วย
Detroit, Las Vegas, Phoenix และ San Diego ส่วน Atlanta ลด 0.7 % และ Dallas ลด 0.1 %
ในห้วงเดียวกันนี้ยังมีเขตนครหลวงอีก
3 แห่งที่ราคาบ้านเพิ่มขึ้นประกอบด้วยเมือง Charlotte, รัฐนอร์ธ แคโรไลน่า,เมือง Portland รัฐออเรกอนและซีแอตเติ้ล เฉพาะเมืองชาร์ล็อตต์ ราคาบ้านเพิ่มมากที่สุด 4.3 %
นายบ๊อบ มอร์แกน ประธานสภาหอการค้าเมืองชาร์ล็อตต์ยอมรับว่าเศรษฐกิจของเมืองนี้เข้มแข็งทีเดียว
เพราะตลอดปี 2007 มีการสร้างงานใหม่เพิ่ม 14,000 ตำแหน่งเทียบกับปี
2006 ที่มีงานเพิ่มอยู่แล้ว 12,000 ตำแหน่ง
การเพิ่มตำแหน่งงานทำให้เศรษฐกิจเข้มแข็งไปทุกส่วนและที่สำคัญเมืองนี้เป็นสำนักงานของธนาคารใหญ่
2 แห่งประกอบด้วย Bank of America Corp. และ Wachovia Corp. ....อ่านต่อ
|