รัฐแคลิฟอร์เนียจะยกเครื่อง
ระบบประกันสุขภาพมอบแก่ทุกคน
ระบบการประกันสุขภาพมีปัญหาไปทุกหย่อมหญ้า
เพราะค่ากรมธรรม์หรือ Premium แพง คนจนไม่อาจซื้อหาได้ ในสหรัฐก็ไม่มีแบบ
30 บาทรักษาได้ทุกโรค
ล่าสุดเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม สภาแห่งรัฐแคลิฟอร์เนียลงมติ
45-31 ผ่านร่างกฎหมายที่ชื่อว่า the
Health Care Security and Cost Reduction Act. ให้มีการยกเครื่องระบบประกันสุขภาพของคนในรัฐทั้งหมด
โดยตั้งงบประมาณเพื่อดำเนินการไว้ 14.4 พันล้านดอลลาร์
นายเฟเบียน นูเนซ ประธานสภาเป็นผู้เสนอร่างกฎหมายนี้ด้วยตัวเองระบุว่าการประกันสุขภาพถือเป็นสิทธิ์(a right) ไม่ใช่ไม่ใช่สิทธิพิเศษ(a privilege)ซึ่งทุกคนในรัฐจะต้องได้รับ
สำหรับงบประมาณก้อนนี้จะมาจากโรงพยาบาลและนายจ้าง รวมทั้งการขึ้นภาษีสรรพสามิตบุหรี่และยาสูบ
หากร่างกฎหมายนี้ผ่านการพิจารณาของสภาสูงรัฐแคลิฟอร์เนีย ก็จะนำไปเสนอให้ประชาชนในรัฐลงคะแนนเสียงว่ารับหรือไม่รับอีกครั้งในการเลือกตั้งทั่วไปเดือนพฤศจิกายน
2008
ถ้าประชาชนแคลิฟอร์เนียยอมรับจะถือเป็นการยกเครื่องระบบประกันสุขภาพครั้งใหญ่ของแคลิฟอร์เนียและของสหรัฐอเมริกา
ปัจจุบันคนแคลิฟอร์เนีย 5.1 ล้านคน(จาก 35 ล้านคน)ไม่มีประกันสุขภาพใดๆ
ในจำนวนนี้ 3.7 ล้านคนจะได้รับการประกันภายใต้โครงการนี้ ซึ่งประกอบด้วยเด็กจากครอบครัวรายได้น้อย,พนักงานในบริษัทขนาดเล็กที่นายจ้างไม่สามารถซื้อประกันให้ได้
ตลอดจนคนแคลิฟอร์เนียที่มีเงื่อนไขด้านสุขภาพ(pre-existing medical conditions)เช่นป่วยเป็นโรคบางชนิด โดยไม่อาจหาประกันจากที่ไหนได้
ภาษีสรรพสามิตที่จะเรียกเก็บเพิ่มจากบุหรี่ซองละ
1.50-2.00 ดอลลาร์ถือเป็นเงิน 1 ใน 10 ของงบประมาณกองทุนทั้งหมด
อย่างไรก็ตามฝ่ายค้านเห็นว่าการเก็บภาษีนี้อาจไม่เป็นไปตามเป้าหมายเพราะคนแคลิฟอร์เนียสูบบุหรี่น้อยลงและหลายคนอาจเลิกสูบเพราะบุหรี่แพงขึ้น อีกทั้งเงิน 4.5 พันล้านดอลลาร์จะต้องให้รัฐบาลกลางนำเข้ามาสมทบ(federal matching fund)ซึ่งพรรครีพับลิกันไม่เห็นด้วย โดยชี้ว่าโครงการไม่ชัดเจนพอ
ส.ส.พรรครีพับลิกันเห็นว่าโครงการนี้คงเป็นไปได้ยากในเมื่องบประมาณรายจ่ายของรัฐใน
2 ปีข้างหน้าจะขาดดุลระหว่าง 10-14 พันล้านดอลลาร์
ร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นการประนีประนอมระหว่างส.ส.เดโมแครตที่คุมสภาฯกับผู้ว่าอาร์โนลด์ชวาเซนเนกเกอร์ โดยผู้ว่าฯต้องการให้คนแคลิฟอร์เนียทุกคนซื้อประกันสุขภาพ แต่พรรคเดโมแครตเห็นว่าอาจเป็นเรื่องยากสำหรับครอบครัวที่มีรายได้น้อย
ดังนั้นทางออกก็คือนายจ้างจะต้องสมทบเงินเข้ากับกองทุนซึ่งเป็นกองทุนรวมของรัฐเพื่อประกันสุขภาพ( a
state-run insurance pool) โดยบริษัทต้องจ่ายระหว่าง 1-6.5
% ของเงินเดือนพนักงาน(ขึ้นอยู่กับขนาดของบริษัท)เข้าสมทบกองทุน
บริษัทประกันสุขภาพจะต้องขายประกันให้กับทุกคนไม่มีข้อยกเว้น
รวมทั้งคนที่เจ็บป่วยอยู่ก่อนแล้ว ผู้ซื้อประกันจะได้ใช้เงินทุก
85 เซ็นของ 1 ดอลลาร์เพื่อรับบริการประกันสุขภาพ
ภายใต้โครงการนี้เด็กทุกคน(รวมทั้งผู้อพยพ)จะได้รับความช่วยเหลือตราบใดที่ครอบครัวนั้นมีรายได้ไม่มากไปกว่า
300 % ของมาตรฐานความยากจนในสหรัฐ(the federal poverty level)หรือครอบครัวนั้นมีรายได้ปีละประมาณ 62,000 ดอลลาร์ต่อขนาด 4 คน
อย่างไรก็ตามร่างกฎหมายนี้แม้จะผ่านสภาฯแล้วก็ตาม แต่ปัญหาเงินกองทุนที่จะนำมาใช้ยังไม่ชัดเจน
อีกทั้งวุฒิสภาจะนำเข้าพิจารณาเมื่อใด จะผ่านหรือไม่ ทั้งนี้นายดอน
ปีราต้า ประธานวุฒิสภา ต้องการให้ฝ่ายวิเคราะห์ของสภาฯศึกษาผลกระทบที่จะตามมากับงบประมาณรายจ่ายประจำปีของรัฐแคลิฟอร์เนียเสียก่อน
สรุปแล้วก็ต้องรอติดตามความคืบหน้ากันต่อไป
พาสซาดีน่าประกาศเป็นเมืองแล้งน้ำ
นายแบรด บอแนน หัวหน้าวิศวกรของสำนักงานไฟฟ้าและประปาของพาสซาดีน่าประกาศเมื่อวันที่
17 ธันวาคมให้ถือว่าเมืองนี้เป็นเมืองแล้งน้ำ(the perfect drought) สาเหตุเพราะไม่มีน้ำติดต่อกันมา 2 ฤดู
โดยปกติแล้วน้ำในสระจะต้องเต็มรวมทั้งไหลล้นไปยังพื้นดิน ดังนั้นสิ่งที่ทุกคนจะช่วยกันได้ก็คือเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้น้ำด้วยการประหยัดน้ำ
ฝนแล้งไม่ใช่เงื่อนไขอย่างเดียวของพาสซาดีน่า แต่ปัญหาความขัดแย้งการใช้น้ำระหว่างแคลิฟอร์เนียภาคเหนือและภาคใต้ตามมา
มีการฟ้องร้องเกิดขึ้นจนกระทั่งศาลรัฐบาลกลางตัดสินเมื่อวันที่
14 ธันวาคมอนุญาตให้ตัดการส่งน้ำจาก San Juaquin Delta มายังแคลิฟอร์เนียภาคใต้ลง 1 ใน 3 ที่เคยจัดส่งตามปกติ
เพื่อพิทักษ์สภาพแวดล้อมรวมทั้งสัตว์น้ำในเขตเดลต้าด้วย ทำให้Pasadena
Water & Powerได้รับผลกระทบจากการซื้อน้ำมาบริการแก่ประชาชนด้วยเช่นกัน.....อ่านต่อ
|