สตรีอิรักผู้นี้อุ้มลูกเพื่อดูความเสียหายในเขตเมือง Sadr City กรุงแบกแดดอันเป็นเขตของมุสลิมนิกาย Shiite เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2007 หลังจากกองกำลังสหรัฐบุกโดยใช้เฮลิคอปเตอร์สนับสนุนมีผู้บาดเจ็บ 2 ราย (AP Photo/ Adil al-Kazali)

สงครามอิรักเป้าหมายคือน้ำมัน(จบ)

เมื่อเร็วๆนี้นายแอแลน กรีนสแปน อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐเขียนหนังสือออกมาเล่มหนึ่งชื่อว่ายุคแห่งความโกลาหล (The Age of Turbulence) ในเนื้อหาตอนหนึ่งระบุว่าสงครามอิรักเป้าหมายคือน้ำมัน

                แต่หลายคนในภาครัฐบาลอเมริกันออกมาปฏิเสธว่าไม่ใช่เรื่องของน้ำมัน นายพลคอลลิน

พาวเวลล์ รัฐมนตรีต่างประเทศของจอร์จ บุช กล่าวว่า”สงคราามอิรักไม่ใช่เรื่องน้ำมันแต่เป็นเรื่องของเผด็จการทรราช  ดอนัลด์ รัมสเฟล อดีตรมว.กลาโหมระบุว่า”ไม่ใช่เรื่องน้ำมันและไม่ใช่เรื่องศาสนา”

                พอล บรีมเมอร์ ยอมรับว่าได้ยินเรื่องกล่าวหานี้แต่ไม่ใช่  หลายต่อหลายคนออกมาปฏิเสธว่าไม่ใช่เรื่องน้ำมัน แม้กระทั่งนายปีเตอร์ คอสเทลโล รมว.คลังของออสเตรเลียก็บอกว่าไม่ใช่เรื่องน้ำมัน

                แต่ทุกคนต้องเงียบเมื่อ แอแลน กรีนสแปน ออกมาเขียนว่า”ผมรู้สึกเศร้าใจเรื่องของการเมือง ผมเองก็ไม่ค่อยจะสะดวกใจนักที่จะแจ้งให้ทุกท่านทราบว่า สงครามอิรักในที่สุดแล้วก็คือเรื่องน้ำมัน”

                หลักฐานเบื้องต้นที่ทราบว่าฝ่ายบริหารจอร์จ บุช สนใจน้ำมันอิรักเริ่มจาก นายพอล โอนีล รมว.คลัง(ปี 2001-2003)และฟาเลาะห์ อัล-จิบูรี(Falah Al-Jibury)ที่ปรึกษาฝ่ายน้ำมันอิรัก-อเมริกันและดิลิป ฮีโร นักวิเคราะห์ได้ถกเถียงกัน

                ข้อความที่ถกเถียงกันนี้นำมาจากบันทึกความทรงจำของพอล โอนีล  หัวข้อแรกที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ(the National Security Council)นำเสนอต่อ จอร์จ บุช เมื่อรับตำแหน่งประธานาธิบดีคือ

อีรัก  เหตุการณ์นี้เกิดเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2001  หรือก่อนจะเกิดเหตุการณ์ 9/11 ถึง 7 เดือน การประชุมของ NSC วันที่ 1 กุมภาพันธ์จึงเป็นเรื่องหัวข้อประเทศอิรัก

เอกสารที่เตรียมเสนอต่อที่ประชุมสมาชิกสภาความมั่นคง(รวมทั้งมอบให้กับพอล โอนีล)ได้เตรียมโดยสำนักข่าวกรองด้านกลาโหม ( the Defense Intelligence Agency =DIA) โดยมีการปักธงตามบ่อน้ำมันและเขตการสำรวจน้ำมันในอิรัก รวมถึงรายชื่อของบริษัทน้ำมันอเมริกันที่สนใจอุตสาหกรรมปิโตรเลียมในอิรัก   

                เอกสารต่อไปของ DIA  มีหัวข้อว่า”บริษัทต่างประเทศที่เหมาะสมกับการทำสัญญาในบ่อน้ำมันอิรัก” จากนั้นก็มีรายชื่อบริษัทจากฝรั่งเศส,เยอรมนี,รัสเซียและอังกฤษ ยิ่งไปกว่านั้นบริษัทเหล่านี้มีความเหมาะสมเพราะเคยเข้าร่วมในการประมูลมาแล้ว  ในแผนที่ยังระบุด้วยว่าแหล่งใดคือ”บ่อน้ำมันขนาดยักษ์,บ่อน้ำมันอื่นและการแบ่งปันด้านการผลิต”

นอกจากนี้ยังมีแผนที่แหล่งน้ำมันที่ยังไม่ได้ขุดขึ้นมาใช้ในอิรักอีก 9 บ่ออยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอิรักซึ่งเป็นแหล่งที่จะต้องทำการสำรวจต่อไป

 นายอัล-จิบูรี เปิดเผยเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2005 ในรายการโทรทัศน์ของบีบีซีชื่อ Newsnight  ว่าภายในสัปดาห์เดียวที่จอร์จ บุช เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี เขามีโอกาสเข้าร่วมประชุมลับครั้งนี้   

                เดือนมกราคม 2003 แผนการเข้าควบคุมบ่อน้ำมันร่างขึ้นมาโดยกระทรวงต่างประเทศสหรัฐและภายใต้การแนะนำของ เอมมี่ มีเยอร์ แจ๊ฟเฟ แห่งสถาบันthe James A. Baker III Institute for Public Policy มหาวิทยาลัยไรซ์ คำแนะนำระบุว่าจะต้องคงไว้ซึ่งบริษัท Iraq National Oil Company ซึ่งตั้งมาตั้งแต่ปี  1961  

แต่จะเปิดทางให้บริษัทต่างชาติเข้าไปลงทุนหลังจากรัฐบาลอเมริกันอนุมัติให้จัดตั้งผู้จัดการซึ่งเป็นคนอิรักทำหน้าที่ดูแลฟื้นฟู สาธารณูปโภคพื้นฐานของน้ำมันที่ถูกทำลายโดยสงคราม  เรื่องนี้มีการรายงานไว้ในหนังสือพิมพ์ the Wall Street Journal ฉบับวันที่ 3 มีนาคม 2003 

                จากรายงานของบีบีซีโดยไม่ทราบเหตุผลกลใด กลุ่มที่มีอิทธิพลในกระทรวงกลาโหมสหรัฐนำแผนการณ์นี้กลับไปทำเอง โดยต้องการขายบ่อน้ำมันอิรักทั้งหมดให้กับบริษัทเอกชนเพื่อจะได้เพิ่มการผลิตหรือโควต้าที่กลุ่มโอเปคให้ผลิตส่งออก  การเพิ่มผลิตจะทำให้กลุ่มโอเปคอ่อนกำลังลงและจากนั้นจะสามารถสลายกลุ่มผู้ส่งออกน้ำมัน(OPEC)ลงได้  

                เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2002 นสพ.นิวยอร์ก ไทมส์รายงานว่ากระทรวงกลาโหมสหัฐมีแผนการที่จะยึดครองบ่อน้ำมันอิรัก และวันที่ 30 ตุลาคม องค์กรสากลแก๊สและน้ำมัน(Oil and Gas International )ระบุว่าฝ่ายบริหารจอร์จ บุช ต้องการจัดตั้งคณะทำงานระหว่าง 12-20 คน เพื่อ 1.ให้คำแนะนำในการฟื้นฟูอุตสาหกรรมน้ำมันอิรัก เพื่อจะได้ส่งออกน้ำมันและนำเงินส่วนหนึ่งมาช่วยเหลือกองทัพอเมริกันที่คุ้มครองรัฐบาลอิรักอยู่ 2.พิจารณาการเข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มโอเปค และ 3.พิจารณาว่าซัดดัม ฮุสเซน ได้ให้สัญญาเป็นการพิเศษแก่บริษัทน้ำมันที่ไม่ใช่บริษัทอเมริกันหรือไม่

                ปลายเดือนตุลาคม 2002 มูรีน ดาวด์ คอลัมนิสต์ของนิวยอร์กไทมส์เปิดเผยถึงแผนการของบริษัทฮอลลิเบอร์ตัน( Halliburton)บริษัทบริการด้านพลังงาน  ซึ่งรองประธานาธิบดีดิ๊ก เชนีย์  เคยเป็นประธานได้เสนอเอกสาร 500 หน้ากระดาษ(ความลับ)ว่าภายหลังจากเข้าบุกกวาดล้างและยึดครองอิรักแล้วจะรับมือกับอุตสาหกรรมน้ำมันอิรักอย่างไร

มูรีน ดาวด์ เขียนให้ความเห็นไว้ว่า”แผนการ(โดยฮอลลิเบอร์ตัน)ได้เขียนขึ้นมาหลายเดือน ก่อนที่จะบุกอิรัก จากนั้นบริษัทก็ไม่ต้องประมูลรับงาน แถมบริษัทนี้ยังเบิกเงินเกิน(overbill)จากรัฐบาลสหรัฐอีกด้วย 

ทุกวันนี้ผู้คนยังมองภาพภายหลังจากอเมริกันบุกยึดอิรัก โดยสงสัยว่าทำไมทหารอเมริกันจึงเข้าปกป้องกระทรวงน้ำมันและกระทรวงมหาดไทยของอิรักอย่างเข้มแข็ง แต่ตึกอื่นๆแม้กระทั่งพิพิธภัฑณ์สถานแห่งชาติกลับปล่อยให้คนบุกเข้าไปฉกฉวยเอาทรัพย์สินต่างๆอย่างง่ายดาย

 กฎหมายน้ำมัน ซึ่งจะทำหน้าที่ดูแลน้ำมันว่าจะมีการจัดการและพัฒนาอย่างไร เป็นหนึ่งในหลายร่างกฎหมายที่ฝ่ายบริหารจอร์จ บุช กดดันอิรักให้ดำเนินการ  แต่อย่างไรก็ตามไม่มีอะไรไหวติงจนกระทั่งถึงทุกวันนี้

                ที่สำคัญรัฐบาลอเมริกันก็กำลังฮึ่มๆที่จะเล่นงานอิหร่านอีกประเทศเพราะยังมีน้ำมันอีกหลายบ่อในประเทศนี้  จึงสรุปได้ว่าสิ่งที่อเมริกันทำสงครามในอิรักและประเทศอื่นๆก็คือผลประโยชน์ด้านน้ำมัน

 (จาก The Middle East  Daily โดย Syed Rashid Husain  ฉบับวันที่ 5 ตุลาคม 2007 )....อ่านต่อ

 

 
 
 
 
 

 
The Asian Pacific News;Multilingual Weekly Newspaper in USA. หนังสือพิมพ์ ดิ เอเชี่ยนแปซิฟิค    USA Office : 13815 Graystone Ave, Norwalk , CA 90650 TEL ( 562 ) 868 -6339 FAX: (562) 863 - 7820 E-mail: editor@apacnews.netFree Hit Counter
 
Thai Tumbon Paleewog Trading Royal Thai Consulate Royal Thai Embassy Editor USA How to Laws&Immigrations American Ways Interview Columns Once upon the times tupna Society&Business Business Society Special Reports Sports Decoded destiny Letter to Editor Leter From Thailand Cartoon Shopping