สงครามอิรักเป้าหมายคือน้ำมัน(จบ)
เมื่อเร็วๆนี้นายแอแลน กรีนสแปน
อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐเขียนหนังสือออกมาเล่มหนึ่งชื่อว่ายุคแห่งความโกลาหล
(The
Age of Turbulence) ในเนื้อหาตอนหนึ่งระบุว่าสงครามอิรักเป้าหมายคือน้ำมัน
แต่หลายคนในภาครัฐบาลอเมริกันออกมาปฏิเสธว่าไม่ใช่เรื่องของน้ำมัน
นายพลคอลลิน
พาวเวลล์ รัฐมนตรีต่างประเทศของจอร์จ บุช กล่าวว่าสงคราามอิรักไม่ใช่เรื่องน้ำมันแต่เป็นเรื่องของเผด็จการทรราช ดอนัลด์ รัมสเฟล
อดีตรมว.กลาโหมระบุว่าไม่ใช่เรื่องน้ำมันและไม่ใช่เรื่องศาสนา
พอล บรีมเมอร์ ยอมรับว่าได้ยินเรื่องกล่าวหานี้แต่ไม่ใช่ หลายต่อหลายคนออกมาปฏิเสธว่าไม่ใช่เรื่องน้ำมัน
แม้กระทั่งนายปีเตอร์ คอสเทลโล รมว.คลังของออสเตรเลียก็บอกว่าไม่ใช่เรื่องน้ำมัน
แต่ทุกคนต้องเงียบเมื่อ แอแลน กรีนสแปน ออกมาเขียนว่าผมรู้สึกเศร้าใจเรื่องของการเมือง
ผมเองก็ไม่ค่อยจะสะดวกใจนักที่จะแจ้งให้ทุกท่านทราบว่า สงครามอิรักในที่สุดแล้วก็คือเรื่องน้ำมัน
หลักฐานเบื้องต้นที่ทราบว่าฝ่ายบริหารจอร์จ บุช สนใจน้ำมันอิรักเริ่มจาก
นายพอล โอนีล รมว.คลัง(ปี 2001-2003)และฟาเลาะห์ อัล-จิบูรี(Falah Al-Jibury)ที่ปรึกษาฝ่ายน้ำมันอิรัก-อเมริกันและดิลิป ฮีโร นักวิเคราะห์ได้ถกเถียงกัน
ข้อความที่ถกเถียงกันนี้นำมาจากบันทึกความทรงจำของพอล
โอนีล หัวข้อแรกที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ(the National Security Council)นำเสนอต่อ
จอร์จ บุช เมื่อรับตำแหน่งประธานาธิบดีคือ
อีรัก เหตุการณ์นี้เกิดเมื่อวันที่
30 มกราคม 2001 หรือก่อนจะเกิดเหตุการณ์
9/11 ถึง 7 เดือน การประชุมของ NSC วันที่
1 กุมภาพันธ์จึงเป็นเรื่องหัวข้อประเทศอิรัก
เอกสารที่เตรียมเสนอต่อที่ประชุมสมาชิกสภาความมั่นคง(รวมทั้งมอบให้กับพอล
โอนีล)ได้เตรียมโดยสำนักข่าวกรองด้านกลาโหม ( the Defense Intelligence
Agency =DIA) โดยมีการปักธงตามบ่อน้ำมันและเขตการสำรวจน้ำมันในอิรัก รวมถึงรายชื่อของบริษัทน้ำมันอเมริกันที่สนใจอุตสาหกรรมปิโตรเลียมในอิรัก
เอกสารต่อไปของ DIA
มีหัวข้อว่าบริษัทต่างประเทศที่เหมาะสมกับการทำสัญญาในบ่อน้ำมันอิรัก จากนั้นก็มีรายชื่อบริษัทจากฝรั่งเศส,เยอรมนี,รัสเซียและอังกฤษ ยิ่งไปกว่านั้นบริษัทเหล่านี้มีความเหมาะสมเพราะเคยเข้าร่วมในการประมูลมาแล้ว ในแผนที่ยังระบุด้วยว่าแหล่งใดคือบ่อน้ำมันขนาดยักษ์,บ่อน้ำมันอื่นและการแบ่งปันด้านการผลิต
นอกจากนี้ยังมีแผนที่แหล่งน้ำมันที่ยังไม่ได้ขุดขึ้นมาใช้ในอิรักอีก
9 บ่ออยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอิรักซึ่งเป็นแหล่งที่จะต้องทำการสำรวจต่อไป
นายอัล-จิบูรี เปิดเผยเมื่อวันที่ 17 มีนาคม
2005 ในรายการโทรทัศน์ของบีบีซีชื่อ Newsnight ว่าภายในสัปดาห์เดียวที่จอร์จ บุช เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี เขามีโอกาสเข้าร่วมประชุมลับครั้งนี้
เดือนมกราคม 2003 แผนการเข้าควบคุมบ่อน้ำมันร่างขึ้นมาโดยกระทรวงต่างประเทศสหรัฐและภายใต้การแนะนำของ
เอมมี่ มีเยอร์ แจ๊ฟเฟ แห่งสถาบันthe James A. Baker III Institute
for Public Policy มหาวิทยาลัยไรซ์ คำแนะนำระบุว่าจะต้องคงไว้ซึ่งบริษัท Iraq National Oil Company ซึ่งตั้งมาตั้งแต่ปี
1961
แต่จะเปิดทางให้บริษัทต่างชาติเข้าไปลงทุนหลังจากรัฐบาลอเมริกันอนุมัติให้จัดตั้งผู้จัดการซึ่งเป็นคนอิรักทำหน้าที่ดูแลฟื้นฟู สาธารณูปโภคพื้นฐานของน้ำมันที่ถูกทำลายโดยสงคราม เรื่องนี้มีการรายงานไว้ในหนังสือพิมพ์ the
Wall Street Journal ฉบับวันที่ 3 มีนาคม 2003
จากรายงานของบีบีซีโดยไม่ทราบเหตุผลกลใด กลุ่มที่มีอิทธิพลในกระทรวงกลาโหมสหรัฐนำแผนการณ์นี้กลับไปทำเอง
โดยต้องการขายบ่อน้ำมันอิรักทั้งหมดให้กับบริษัทเอกชนเพื่อจะได้เพิ่มการผลิตหรือโควต้าที่กลุ่มโอเปคให้ผลิตส่งออก การเพิ่มผลิตจะทำให้กลุ่มโอเปคอ่อนกำลังลงและจากนั้นจะสามารถสลายกลุ่มผู้ส่งออกน้ำมัน(OPEC)ลงได้
เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2002 นสพ.นิวยอร์ก ไทมส์รายงานว่ากระทรวงกลาโหมสหัฐมีแผนการที่จะยึดครองบ่อน้ำมันอิรัก
และวันที่ 30 ตุลาคม องค์กรสากลแก๊สและน้ำมัน(Oil and Gas International )ระบุว่าฝ่ายบริหารจอร์จ บุช ต้องการจัดตั้งคณะทำงานระหว่าง 12-20 คน เพื่อ 1.ให้คำแนะนำในการฟื้นฟูอุตสาหกรรมน้ำมันอิรัก
เพื่อจะได้ส่งออกน้ำมันและนำเงินส่วนหนึ่งมาช่วยเหลือกองทัพอเมริกันที่คุ้มครองรัฐบาลอิรักอยู่
2.พิจารณาการเข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มโอเปค และ 3.พิจารณาว่าซัดดัม
ฮุสเซน ได้ให้สัญญาเป็นการพิเศษแก่บริษัทน้ำมันที่ไม่ใช่บริษัทอเมริกันหรือไม่
ปลายเดือนตุลาคม 2002 มูรีน ดาวด์ คอลัมนิสต์ของนิวยอร์กไทมส์เปิดเผยถึงแผนการของบริษัทฮอลลิเบอร์ตัน( Halliburton)บริษัทบริการด้านพลังงาน ซึ่งรองประธานาธิบดีดิ๊ก เชนีย์ เคยเป็นประธานได้เสนอเอกสาร 500 หน้ากระดาษ(ความลับ)ว่าภายหลังจากเข้าบุกกวาดล้างและยึดครองอิรักแล้วจะรับมือกับอุตสาหกรรมน้ำมันอิรักอย่างไร
มูรีน ดาวด์ เขียนให้ความเห็นไว้ว่าแผนการ(โดยฮอลลิเบอร์ตัน)ได้เขียนขึ้นมาหลายเดือน ก่อนที่จะบุกอิรัก จากนั้นบริษัทก็ไม่ต้องประมูลรับงาน
แถมบริษัทนี้ยังเบิกเงินเกิน(overbill)จากรัฐบาลสหรัฐอีกด้วย
ทุกวันนี้ผู้คนยังมองภาพภายหลังจากอเมริกันบุกยึดอิรัก
โดยสงสัยว่าทำไมทหารอเมริกันจึงเข้าปกป้องกระทรวงน้ำมันและกระทรวงมหาดไทยของอิรักอย่างเข้มแข็ง
แต่ตึกอื่นๆแม้กระทั่งพิพิธภัฑณ์สถานแห่งชาติกลับปล่อยให้คนบุกเข้าไปฉกฉวยเอาทรัพย์สินต่างๆอย่างง่ายดาย
กฎหมายน้ำมัน ซึ่งจะทำหน้าที่ดูแลน้ำมันว่าจะมีการจัดการและพัฒนาอย่างไร
เป็นหนึ่งในหลายร่างกฎหมายที่ฝ่ายบริหารจอร์จ บุช กดดันอิรักให้ดำเนินการ แต่อย่างไรก็ตามไม่มีอะไรไหวติงจนกระทั่งถึงทุกวันนี้
ที่สำคัญรัฐบาลอเมริกันก็กำลังฮึ่มๆที่จะเล่นงานอิหร่านอีกประเทศเพราะยังมีน้ำมันอีกหลายบ่อในประเทศนี้
จึงสรุปได้ว่าสิ่งที่อเมริกันทำสงครามในอิรักและประเทศอื่นๆก็คือผลประโยชน์ด้านน้ำมัน
(จาก The Middle East Daily โดย Syed Rashid Husain
ฉบับวันที่ 5
ตุลาคม 2007 )....อ่านต่อ
|