----------------------------------------------คลิกที่รูปเพือดูรูปใหญ่------------------------------------------
ชนพื้นเมืองเสนอเปิดบ่อนคาสิโน
แบบ Las Vegas ใน Garden Grove
ชนพื้นเมืองอินเดียนเผ่าเกเบรียลลิโน-ทองวา(The Gabrielino-Tongva Tribe)ยื่นข้อเสนอเปิดบ่อนคาสิโนต่อสภาเมืองการ์เดน โกรว์ฟ รัฐแคลิฟอร์เนียในสัปดาห์นี้
โดยมีหลักการว่าจะสร้างบ่อนคาสิโน 2 แห่งสไตล์ลาส เวกัส ประกอบด้วยสล็อต แมชชีน 7,500 เครื่อง
โรงแรมระดับดี 2 แห่งและสนามกีฬาขนาด 10,000 ที่นั่ง
พร้อมกันนี้ยังมีข้อเสนอให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียน
Garden
Grove ที่จบไฮสคูลทุกคน เสนอเงินให้แก่ซิตี้
5.1 พันล้านดอลลาร์ใน
30 ปีข้างหน้า รวมทั้งการใช้เงิน 100 ล้านดอลลาร์ปรับปรุงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน
ตลอดจนสร้างงานเพิ่มอีก 10,000 ตำแหน่ง
จอนาธาน สไตน์ เปิดเผยตัวเองว่าเป็น CEO ของชนพื้นเมืองเผ่านี้ให้เหตุผลว่าดีสนีย์แลนด์
คือแหล่งท่องเที่ยวที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมาก เช่นเดียวกับการเปิดบ่อนคาสิโนของชนพื้นเมือง
จะดึงดูดเงินเข้ามามาก ทำให้ทุกคนได้รับประโยชน์
นายเชท โยซิซากิ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาเศรษฐกิจของซิตี้เปิดเผยว่าสภาเมืองการ์เดน
โกรว์ฟ จะนำข้อเสนอนี้เข้าสู่การพิจารณาใน 2-3 สัปดาห์หน้า
ชนเผ่าเกเบรียลลิโนในแคลิฟอร์เนียภาคใต้มีประมาณ 2,000
คน และยังไม่ได้รับการจัดตั้งอย่างจริงจังหรือยังไม่เป็นที่ยอมรับของรัฐบาลกลาง ปัจจุบันก็มีการฟ้องร้องเรื่องการนำเผ่า
โดยกลุ่มชนพื้นเมืองเดียวกันนี้แต่อยู่คนละฝ่ายกับนายจอนาธาน
สไตน์ จ้างทนายความ แฟรงก์ คาร์ดีนาส์ เป็นผู้แทนในการเรียกร้องสิทธิ์ ดังนั้นข้อเสนอสร้างบ่อนคาสิโนจะเป็นจริงได้หรือไม่จะต้องมีการต่อสู้ภายในเผ่าให้เรียบร้อยก่อน
นายจอนาธาน สไตน์ เปิดเผยว่าครั้งแรกเขาเสนอไปยังเมือง
Inglewood ให้พิจารณา แต่ต้องถอนออกมาเพราะเห็นว่าการสร้างคาสิโนที่การ์เดน โกรว์ฟ เหมาะสมกว่าเพราะใกล้ดีสนีย์แลนด์
อีกทั้งเมืองนี้ยังไม่มีบ่อนคู่แข่ง
ขณะที่เชอร์รีล ชมิดท์ ผู้อำนวยการองค์กรไม่แสวงหากำไรชื่อ
Stand Up for California เป็นกลุ่มที่ติดตามการดำเนินธุรกิจบ่อนคาสิโนของชนพื้นเมืองกล่าวว่าเรื่องนี้คงยังไม่ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้น
เพราะชนพื้นเมืองเกเบรียลลิโน ไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง ก่อนที่จะดำเนินการได้ต้องยื่นข้อเสนอในการลงคะแนนเสียง(ballot measure)ให้คนในรัฐทั้งหมดยอมรับก่อน จากนั้นจึงเสนอให้ยินยอมจัดตั้งบ่อนคาสิโนได้
นายจอนาธาน สไตน์ ให้เหตุผลว่าสามารถสร้างบ่อนได้ด้วยการเสนอร่างกฎหมายชื่อGabrielino Gaming bill เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนรัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อร่างกฎหมายผ่านผู้ว่าฯอาร์โนลด์
ชวาเซนเนกเกอร์ ลงนาม
ขณะนี้นายโฮเซ โซโลริโอ
ส.ส.เมืองซานตา แอนนา พรรคเดโมแครตได้รับการทาบทามเพื่อให้เป็นผู้เสนอร่างกฎหมายฉบับนี้
โดยเจ้าตัวยอมรับว่ากำลังพิจารณาในรายละเอียด
ปัจจุบันบ่อนคาสิโนแบบลาส เวกัส ในรัฐแคลิฟอร์เนียกระจายอยู่ทั้งในเขตภาคเหนือและภาคใต้
โดยแคลิฟอร์เนียภาคใต้มีอยู่ในซาน เบอร์นาดิโน,ริเวอร์ไซด์และซาน
ดิเอโก้ เคาน์ตี้ หากข้อเสนอเป็นไปตามความคิดของนายจอนาธาน ไสตน์
ก็จะเกิดบ่อนสไตล์ของลาส เวกัสขึ้นในแอล.เอ.เคาน์ตี้
จากการเปิดเผยของนายแอแลน ไมสเตอร์ นักวิจัยเศรษฐกิจของกลุ่ม the Analysis Group ในแอล.เอ.เสนอรายงานชื่อว่า the Indian Gaming Industry
Report เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2007 พบว่าเงินหมุนเวียนเกี่ยวเนื่องกับธุรกิจบ่อนคาสิโนมีทั้งหมด
80.7 พันล้านดอลลาร์เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจสหรัฐ จ้างงานคนได้ 327,000
ราย ในจำนวนนี้ส่งเงินภาษีเข้าสู่รัฐได้ 11.7
พันล้านดอลลาร์
เฉพาะปี 2006 บ่อนชนพื้นเมืองอินเดียนทั่วสหรัฐมียอดขายรวม
25.5 พันล้านดอลลาร์ หรือเพิ่ม 11 % จากปีก่อนหน้า
แต่หากเทียบระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมามียอดเพิ่มเฉลี่ยทุกปี
15 % ถือว่าปี 2006 ยอดขายลดลง แต่อย่างไรก็ตามแม้จะลดลงก็ยังเป็นเงินจำนวนมหาศาลอยู่ดี
จุดมุ่งหมายของบ่อนคาสิโนชนพื้นเมืองเกิดขึ้นจากความคิดของรัฐ
ต้องการให้ชนพื้นเมืองหารายได้ช่วยเหลือตัวเอง (self-sufficient) หลังจากดำเนินการมาได้นับทศวรรษภายใต้กฎหมาย the Indian Gaming Regulatory Act ที่ผ่านสภาเมื่อปี 1988 ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยเหลือตัวเองได้เท่านั้นยังสร้างผลกำไรให้กับชนพื้นเมืองมหาศาล
ปัจจุบันมีชนพื้นเมือง 228 เผ่าในสหรัฐเปิดบ่อนคาสิโน
เงินส่วนหนึ่งนำเข้าโครงการรัฐบาลเพื่อแจกจ่ายไปยังชนพื้นเมืองเผ่าอื่นๆที่ไม่ได้เปิดบ่อน
ส่วนหนึ่งนำเข้าช่วยเหลือสังคมในโครงการต่างๆเช่นโครงการสาธารณสุข,การสร้างบ้านพักอาศัยและช่วยด้านการศึกษาในท้องถิ่น
เป็นต้น
ชนพื้นเมืองมีเขตปกครองตนเองหรือเรียกว่ามีอธิปไตยเหนือดินแดน
ได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีในลักษณะ Corporate income taxesเหมือนบริษัททั่วไป
ไม่ต้องเสียภาษีทรัพย์สิน(property
tax)รวมทั้งSales taxes เมื่อการซื้อขายเกิดขึ้นในดินแดนของตน แต่ภาษีนี้จะเกิดขึ้นในส่วนต่อเนื่องอันเกี่ยวข้องกับบ่อนหรือเรียกว่า
Secondary economic activity
ที่ตามมา ซึ่งก็กระจายเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยรวม
ปี 2005 บ่อนอินเดียนมียอดขาย 23 พันล้านดอลลาร์หรือยอดเพิ่ม
14.6 % ขณะที่ตัวเลขระหว่างปี 1996-2005 ยอดขายเพิ่มเฉลี่ย 15
% แต่เมื่อถึงปี 2006 ยอดเพิ่มเพียง 11 % เหตุผลเพราะในปี 2006 มีบ่อนอินเดียนเพิ่มขึ้นเพียง
1 แห่ง ทำให้ทั่วประเทศมีทั้งหมด 423 แห่ง
ในขณะที่ปี 2005 เพิ่มขึ้นถึง 10 บ่อน นอกจากนี้ยังเกิดการพนันแบบอื่นๆเข้ามาเป็นคู่แข่งเช่นสนามม้า
รวมทั้งสล็อตแมชชีนการแข่งม้าเป็นต้น
ในสหรัฐมีทั้งหมด 28 รัฐที่ชนพื้นเมืองเปิดบ่อนและในปี
2006 บ่อนใน 20 รัฐมีอัตราการเติบโตลดลง รัฐแคลิฟอร์เนียเติบโตน้อยสุด 10 %
หรือคิดเป็นครึ่งหนึ่งของการเติบโตในปี 2005 แต่รัฐนี้ก็ยังครองยอดขายมากที่สุดประมาณ
30 % ของยอดขายทั้งหมด
แต่ละรัฐมียอดขายเติบโตลดลง แต่ก็ยังถือว่าเพิ่มเมื่อเทียบกับปี
2005 ยกเว้นรัฐหลุยเซียน่ายอดขายจากปี 2005 รวม 402 ล้านดอลลาร์ลดเหลือ
395 ล้านดอลลาร์ในปี 2006
รายงานระบุว่ายอดขายของบ่อนอินเดียนมีโอกาสเติบโตอีกมาก
หลังจากเพิ่มภัตตาคาร,บาร์และการจัดแสดงคอนเสิร์ตขึ้นในบ่อน
ถือเป็นการหารายได้เพิ่มเติม อีกทั้งชนพื้นเมืองอีกหลายรัฐกำลังสร้างบ่อนเพิ่มเติมในรัฐ Michigan, New York, Washington และ Wyoming และยังมีชนพื้นเมืองรัฐอื่นๆกำลังอยู่ในระหว่างยื่นข้อเสนอก่อสร้างบ่อนขึ้นมาอีก
โดยสรุปการพนันในสหรัฐเมื่อปี 2006 ยอดขายของบ่อนชนพื้นเมืองอินเดียนทั่วประเทศรวมแล้ว
42 % ที่เหลืออีก 58 % ถือเป็นยอดการพนันจากบ่อนอื่นๆที่ไม่ใช่บ่อนของชนพื้นเมือง
โดยกลุ่มนี้เพิ่ม 7 % หรือคิดเป็นเงิน 31.7 พันล้านดอลลาร์ จากเดิมปี
2005 มียอดขายทั้งหมด 29.6 พันล้านดอลลาร์
นายเดวิด ชวาสซ์ ผู้เชี่ยวชาญการศึกษาด้านการพนันแห่ง
the Center for Gaming Research มหาวิทยาลัยเนวาด้า
ลาส เวกัส(UNLV)ให้ความเห็นว่าการพนันได้รับความนิยมตลอดมาในระยะเวลา
60 ปี เป็นพฤติกรรมของผู้บริโภคอย่างหนึ่ง แต่ถือว่าเป็นเรื่องไม่คงเส้นคงวา นักการพนันมักจะเปลี่ยนสถานที่เล่นพนัน รวมทั้งเปลี่ยนวิธีการเล่นแบบต่างกัน....อ่านต่อ
|