กฎหมายอิมมิเกรชั่นไม่ผ่านวุฒิสภา
นักการเมืองรักษาฐานเสียงไม่แก้ปัญหา
กลับไปหยิบยกปัญหานี้ขึ้นมาพูด หลังจากที่ร่างกฎหมายปฏิรูปคนเข้าเมือง
2007(S. 1639)แพ้โหวตไปเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน
ด้วยคะแนนเสียง 45-52
การจะผ่านได้ต้องโหวตให้ได้ 60 เสียง ก็เป็นอันว่าร่างกฎหมายฉบับที่ประธานาธิบดีจอร์จ
บุช หวังเป็นอย่างยิ่งที่จะแก้ไขเรื่องคนเข้าเมืองเป็นอันพับไป และจะนานแค่ไหนก็ไม่ทราบ คาดว่าหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี
2008 อาจหยิบยกขึ้นมาพูดกันใหม่
กล่าวกันว่านักการเมืองส่วนใหญ่ไม่ชอบแก้ปัญหาเพราะอาจห่วงฐานเสียงของตัวเองมากกว่า
เพื่อที่จะได้รับเลือกเข้ามาอีกสมัย บางรัฐมีปัญหาเพราะฐานเสียงไม่ชอบที่จะให้คนอยู่ผิดกฎหมายมีโอกาสได้สิทธิอยู่อย่างถูกกฎหมาย
จนไปถึงขึ้นแอพพลายเป็นพลเมืองอเมริกัน
แต่บางรัฐเช่นรัฐที่ทำเกษตร,มีโรงงานฆ่าสัตว์และอีกหลายรัฐที่ต้องใช้แรงงานระดับพื้นๆมีความจำเป็นในเรื่องนี้ จะเห็นได้ว่าในร่างกฎหมายฉบับนี้จัดโครงการนำแรงงานชั่วคราว(temporary guest worker program)เข้ามาผนวกด้วย
เมื่อร่างกฎหมายไม่ได้แก้ไข
สหรัฐก็ต้องยอมรับคนที่อยู่อย่างผิดกฎหมายต่อไปซึ่งมีประมาณ
12 ล้านคน คนที่โชคร้ายอาจถูกจับกุมตัวเนรเทศออกนอกประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มคนงานที่ทำงานตามโรงงานใหญ่ๆใช้คนจำนวนมาก
เช่นโรงงานสัตว์ปีก,โรงฆ่าสัตว์ที่ต้องใช้คนจัดบรรจุหีบห่อ (Packaging) เป็นต้น
อีกด้านหนึ่งหนังสือพิมพ์Delta
Democrat Times ฉบับวันที่ 7 กรกฎาคมในคอลัมน์จดหมายถึงบรรณาธิการแสดงความเห็นมาจากผู้อ่านชื่อ
Louis Martin ว่าร่างกฎหมายปฏิรูปอิมมิเกรชั่นฉบับใหม่เป็นการสร้างกับดักให้กับคนอเมริกัน เพราะจะเป็นการยกโทษให้คน
12 ล้านคนที่ละเมิดกฎหมายได้อยู่อย่างถูกต้อง โดยยกตัวอย่างกฎหมายปี
1986 ที่นิรโทษกรรมแก่โรบินฮู้ด
เมื่อคนเหล่านี้ได้เป็นพลเมืองอเมริกันแล้วก็กลับไปประเทศของตนเพื่อที่จะนำพ่อแม่,ภรรยา,พี่น้องเข้ามาเป็นพลเมืองอเมริกันอีก
คิดว่าน่าจะอยู่ในระหว่าง 40-50 ล้านคน และอีกไม่นานก็คงแซงหน้าคนผิวขาวและผิวดำ
จะทำให้ระบบประกันสังคมและระบบสวัสดิการของอเมริกันต้องล้มละลาย
คนเหล่านี้เข้ามาอยู่ทำให้สังคมอเมริกันรับผิดชอบปีละ
2.5 ล้านล้านดอลลาร์ รัฐมิสซิสซิปปี้เองก็ต้องรับผิดชอบปีละ
52 ล้านดอลลาร์
นายลุยส์ มาร์ติน เป็นชาวเมือง Greenville ,Mississippi เสนอให้นำร่างกฎหมายนี้ให้ประชาชนลงคะแนนเสียงทั่วประเทศว่าคนอเมริกันจะเอาอย่างไรเพื่อให้ทุกคนได้รับทราบว่าจะทำอย่างไรกับปัญหา เขายกตัวอย่างว่ามีคำสั่งเนรเทศบุคคลเหล่านี้ประมาณ
6 แสนราย แต่ไม่มีสักคำสั่งเดียวสามารถผลักดันออกไปได้
สังคมอเมริกันโดยเฉพาะบริษัทใหญ่ๆก็มีทางออกให้กับตัวเองเสมออาทิเช่นบริษัทอาทิเช่นบริษัท Microsoft ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตซอฟท์แวร์ประกาศจัดตั้งบริษัทพัฒนาซอฟท์แวร์ขึ้นที่เมืองแวนคูเวอร์
ประเทศแคนาดา สาเหตุเพระาปัจจุบันสหรัฐกำหนดรับบุคคลที่เดินทางเข้ามาในฐานะนักวิชาชีพด้วย
H-1B
visa. ปีละ 85,000
คน แต่บริษัทไฮเทคในสหรัฐมีความต้องการปีละ 150,000 คน จึงทำให้หลายบริษัทขาดบุคคลากรด้านนี้
ปกติแล้วนักวิทยาการคอมพิวเตอร์จะรับมาจากประเทศอินเดียและจีน
ซึ่งแคนาดาไม่จำกัดโควต้า หากหาคนไม่ได้ในประเทศของตน
แวนคูเวอร์อยู่ทางเหนือของสำนักงานใหญ่ไมโครซอฟท์เมืองRedmond รัฐวอชิงตันประมาณ 3 ชั่วโมงขับถือว่าไม่ไกลนัก บริษัทจะเริ่มจากการรับพนักงาน
200 คนและมีเป้าหมายเพิ่มกำลังงานในศูนย์พัฒนาซอฟท์แวร์แวนคูเวอร์ให้ถึง
900 คน และนับเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของแคนาดาอีกด้วย
ขณะเดียวกันมีการกดดันให้สภาคองเกรสดำเนินการ 2 ทางในเรื่อง
H1B
visas ขอให้เพิ่มโควต้าจากปีละ 85,000 รายเป็น 115,000 ราย พร้อมกันนี้ยังขอให้เพิ่มโควต้ามอบใบเขียวแก่นักวิชาชีพเหล่านี้จากปีละ
140,000 รายเป็น 290,000 ราย อีกด้วย แต่ผลจะเป็นอย่างไรนั้นคงจะมีการล้อบบี้กันมากขึ้นโดยวงการอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์
แพทริเซีย เอสปิโนซา รมว.ฅ่างประเทศเม็กซิโกเดินทางมายังแอตแลนต้าเมื่อสัปดาห์ก่อนเพื่อร่วมงานฉลองครบรอบ
30 ปีของการจัดตั้งสถานกงสุลใหญ่เม็กซิโกที่เมืองนี้ เธอกล่าวว่าร่างกฎหมายปฏิรูปอิมมเกรชั่นของสหรัฐที่ไม่ผ่านวุฒิสภานั้นจะทำให้ผู้คนหลบลงไปอยู่ในมุมมืดมากขึ้น
นอกจากนี้ในแต่ละปีจะมีผู้พยายามลักลอบเข้ามาพรมแดนสหรัฐเม็กซิโกเสียชีวิตปีละประมาณ
400 รายด้วยเงื่อนไขต่างๆกัน
เธอยอมรับว่ารัฐบาลใหม่เม็กซิโกพยายามสร้างงานให้เกิดขึ้นและป้องกันไม่ให้คนอพยพข้ามพรมแดนเข้ามา
แต่อย่างไรก็ตามเมื่อคนเม็กซิกันเข้ามาแล้วก็มีส่วนสร้างเศรษฐกิจให้กับสหรัฐไม่น้อย
สำหรับสถานกงสุลใหญ่เม็กซิโกที่แอตแลนต้ามีเจ้าหน้าที่ประจำ
30 คน ทำหน้าที่อำนวยความสะดวกให้คนเม็กซิกันใน 3 รัฐประกอบด้วยจอร์เจีย,อลาบามาและเทนเนสซีประมาณ
700,000 คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกบัตรประจำตัวคนเม็กซิโก (consular IDs)เพื่อให้คนเหล่านี้ดำรงชีวิตอยู่ได้ง่ายขึ้น
นักวิเคราะห์ทางการเมืองมองว่าการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐและสมาชิกสภาคองเกรสระดับต่างๆในปี
2008 จะเป็นตัวชี้ขาดอันสำคัญว่าผู้ลงคะแนนเสียงเชื้อชาติฮิสแปนิกจะตอบรับอย่างไรกับการที่ร่างกฎหมายปฏิรูปคนเข้าเมืองไม่ผ่านสภา
ทั้งนี้ประธานาธิบดีจอร์จ บุช พยายามสร้างฐานเสียงให้กับพรรครีพับลิกัน
อาทิเช่นในปี 2004 คนฮิสแปนิกเลือกจอร์จ บุช 40 % ของผู้ลงคะแนนเสียงในฮิสแปนิกทั้งหมด แต่จากการทำโพลของหนังสือพิมพ์ USA Today ทราบว่าปัจจุบันคนฮิสแปนิกมีเพียง
11 % เท่านั้นที่ระบุว่าตนเป็นรีพับลิกัน หรือลดลงจากปี 2005
จากที่เคยมีถึง 19 %
นักวิเคราะห์ให้ดู 5 รัฐที่เป็นปัจจัยสำคัญประกอบด้วยFlorida, New Mexico, Arizona, Nevada และรัฐโคโลราโด้ เฉพาะรัฐฟลอริด้ามีบบทบาทสำคัญมากต่อการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2000 และปี 2004 ขณะเดียวกันนิวเม็กซิโกและเนวาด้ากำลังจะเป็นตัวแปรสำคัญอีก
2 รัฐ
เมื่อกลับไปดูผลการเลือกตั้งปี 2006 หลังจากที่กฎหมายปฏิรูปอิมมิเกรชั่นไม่ผ่านและบวกเข้ากับสงครามในอิรักพบว่าคนฮิสแปนิกโหวตให้กับพรรคเดโมแครตมากถึง
70 % แนวโน้มนี้อาจนำมาใช้วัดกับการเลือกตั้งปี 2008 ได้ เช่นกัน
และผลก็คือพรรคเดโมแครตได้เข้าไปคุมเสียงข้างมากในคองเกรสทั้งสองสภา
ดังนั้นโรบินฮู้ดก็ต้องอดใจรอไปอีกเพื่อรดูผลการเลือกตั้ง
หากเสียงเดโมแครตเพิ่มมากขึ้นรวมทั้งได้ประธานาธิบดีเป็นชาวเดโมแครต
ทุกอย่างก็อาจเปลี่ยนแปลง
สรุปแล้วเมื่อสภาคองเกรสไม่แก้ไขกฎหมาย ก็ไม่มีใครเคลื่อนไหวอะไรได้
เปรียบเสมือนว่าชีวิตของทุกชีวิตในสังคมอเมริกันก็ยังคงดำเนินไปเหมือนที่ผ่านๆมา
ขออย่างเดียวอย่าทำผิดกฎหมายใดๆ เพราะการทำผิดกฎหมายจะถูกรื้อค้นไปหาความผิดเรื่องอื่นๆ
ระบบการทำงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปราบปรามเป็นเช่นนี้เหมือนกันทั่วโลก
ไม่เฉพาะประเทศสหรัฐเท่านั้น....อ่านต่อ
|