ปารีส ฮิลตัน ขณะให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวในงานMTV เมื่อ 3 มิถุนายนก่อนที่จะเข้ารายงานตัวต่อสำนักงานเชอร์รีฟครั้งแรกและถูกจำคุก จากนั้นออกจากคุกเมื่อเช้าตรู่วันที่ 7 มิถุนายนกลายเป็นคำถามคาใจของคนทั่วไป

ปารีส ฮิลตันเรื่องของเด็กที่ถูกตามใจ
กับข้อกังขาว่าเชอร์รีฟทำไมปล่อยตัวเร็ว

                เรื่องราวของสาวสังคมชื่อดัง ปารีส ฮิลตัน วัย 26 ปี ทายาทโรงแรมลูกโซ่ขนาดใหญ่ระดับโลกคือโรงแรม Hilton แสดงให้เห็นภาพของลูกคนร่ำรวย คนมั่งมีที่คิดว่า”เงิน”สามารถซื้ออะไรได้ทุกอย่าง แต่ความจริงแล้วไม่ใช่

เรื่องเริ่มจากปารีส ฮิลตัน ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2006 แถวเบฟเวอร์ลี่ย์ฮิลส์ ตำรวจพบว่าเธอขับรถ Mercedes-Benz ด้วยอาการมึนเมาหรือ DUI หลังจากถูกนำตัวเข้าเป่าลมหายใจ ต่อมาคดีของเธอถูกภาคทัณฑ์ 36 เดือน,ปรับ 1,500 ดอลลาร์,เข้าโรงเรียนการจราจรและอัลกอฮอล์ ที่สำคัญเธอถูกยึดใบขับขี่

เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2007 เธอถูกตำรวจจับได้เพราะขับรถไม่เปิดไฟหน้ารถ จะต้องขึ้นศาลเพราะละเมิดภาคทัณฑ์  ผู้พิพากษา Michael T. Sauer ตัดสินเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคมให้จำคุก 45 วันฐานละเมิดภาคทัณฑ์ และกำหนดให้เธอเข้ารายงานตัวรับโทษก่อนเที่ยงคืนวันที่ 5 มิถุนายน แต่เธอไปรายงานตัวในวันที่ 3 มิถุนายนเพื่อหลีกเลี่ยงผู้สื่อข่าว

                ต่อมาเช้ามืดวันที่ 7 มิถุนายน เชอร์รีฟได้ปล่อยตัวเธอออกจากคุกด้วยเหตุผลทางการแพทย์ แต่ไม่ได้บอกว่าบาดเจ็บทางร่างกายหรือมีปัญหาทางจิต  โดยเชอร์รีฟลี บาคา ให้เธอสวมกำไลข้อเท้า( an electronic ankle bracelet ) เพื่อตรวจสอบความเคลื่อนไหวของเธอได้

หลังจากข่าวนี้แพร่ออกไปทำให้ทุกคนต้องตั้งคำถามว่าในฐานะเป็นคนมั่งคั่งและมีชื่อเสียงได้รับสิทธิพิเศษไปจากคนอื่นหรือไม่ เริ่มตั้งแต่ อัยการผู้ช่วยแดน เจฟฟรีย์ ซึ่งเป็นผู้ทำคดีส่งฟ้องศาล  ให้เหตุผลว่าหากเป็นปัญหาทางการแพทย์ โรงพยาบาลของคุกก็พร้อมที่จะรักษาคนต้องโทษอยู่แล้ว แต่หากเป็นเรื่องหนักหนาที่แพทย์รับมือไม่ไหว ก็จะถูกส่งไปยัง County-USC Hospital

ทางด้านโฆษกศาลเองบอกว่าคำตัดสินให้จำคุก 45 วันของผู้พิพากษาโซเออร์นั้นไม่ได้มุ่งหวังที่จะให้เธอถูกปล่อยตัวในเวลาอันรวดเร็ว แม้กระทั่ง Steve Remige ประธานสหภาพแอล.เอ.เคาน์ตี้ เชอร์รีฟที่สมาชิก 9 พันคนก็บอกว่ารู้สึกผิดหวังหลังจากได้รับทราบข่าวการปล่อยดาราออกมารวดเร็ว

                ผู้พิพากษาโซเออร์สั่งให้เธอกลับมารับฟังการไต่สวนอีกครั้งเวลา 9.00 น.วันที่ 8 มิถุนายน ตามคำร้องของอัยการเจ้าของคดี โดยวันนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางไปควบคุมตัวเธอที่บ้านพักในเขตฮอลลีวู้ด ฮิลส์ สวมกุญแจมือและนำตัวขึ้นรถตำรวจตรงมายังศาล

                ในระหว่างฟังการไต่สวนนั้นเธอร้องไห้ ขยี้ตา,ลำตัวโยกไปมา และหลายครั้งที่หันไปมองพ่อแม่และบางครั้งก็หันมาพูดกับพ่อแม่ว่า"I love you."

นายRichard Hutton ทนายความของปารีส ฮิลตัน ขอให้ศาลรับฟังการไต่สวนเงื่อนไขทางด้านการแพทย์ของเธอ ก่อนที่จะตัดสิน แต่ผู้พิพากษาไม่ตอบรับในคำร้องนี้  ทนายความอีกคนของเธอ Steve Levine กล่าวว่าเชอร์รีฟตระหนักว่าเธอมีปัญหาด้านการแพทย์ จึงเห็นว่าคุกเป็นสถานที่อันตรายสำหรับเธอ นอกจากนั้นยังต้องรอเอกสารทางการแพทย์อีกด้วย แต่ศาลบอกว่าไม่เห็นมีเอกสารทางการแพทย์ส่งเข้ามาเพื่อให้ผู้พิพากษาพิจารณา 

อย่างไรก็ตามข้อโต้แย้งของทนายคนสุดท้ายคือ รองอัยการDavid Bozanich กล่าวว่าคดีนี้เป็นคดีง่ายๆ  เป็นเรื่องของศาล สำนักงานเชอร์รีฟเลือกที่จะละเมิดคำสั่งศาล โดยไม่มีมาตรฐานของการทำงาน

ภายหลังจากศาลพิพากษาให้นำตัวเธอกลับไปจำขังแล้ว ปารีส ฮิลตัน ตะโกนปล่อยโฮออกมา ร้องเรียกหา “แม่,แม่ เป็นการไม่ถูกต้องเลย”เจ้าหน้าที่เชอร์รีฟสั่งให้ทุกคนในห้องพิจารณาออกจากห้องให้หมด จากนั้นเชอร์รีฟ 2 คนเข้าไปคล้องแขนปารีส ฮิลตัน ไปเรือนจำ โดยเธอเหลียวหลังกลับมามองพ่อแม่ของเธอ นายริชาร์ดและนางแคธี ฮิลตัน ที่ไปร่วมรับฟังอยู่ด้วย ทั้งคู่ก็คล้องแขนกันออกไปด้วยอาการเศร้าสร้อย

คราวนี้เธอถูกนำมาจำอยู่ในห้องแพทย์ของสถานกักกันแอล.เอ.หรือรู้จักกันในนาม Twin Towers detention center ดาวน์ทาวน์ยังไม่ต้องไปจำที่ เรือนจำหญิง(the Century Regional Detention Facility)เมืองลีนวู้ดเหมือนการเข้าไปรายงานตัวครั้งแรก

                มีข่าวแจ้งว่าDr. Charles Sophy จิตแพทย์เข้าไปพบเธอกว่า 2 ชั่วโมงเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน หลังจากเธอไม่ยอมกินอาหารและไม่ค่อยนอนหลับ เธอเอาแต่ร้องไห้

                ลี บาคา หัวหน้าเชอร์รีฟแอล.เอ.เคาน์ตี้กล่าวว่าการปล่อยตัวนักโทษก่อนกำหนดกระทำได้ตามกฎเพราะที่คุมขังไม่เพียงพอ อีกทั้งปารีส ฮิลตัน ก็เข้าไปอยู่ในคุกนานกว่านักโทษในระดับเดียวกันคือถือว่ามีความผิดลหุโทษ (low-level category) จากนั้นเขาจึงระบุว่าปารีส ฮิลตัน มีปัญหาด้านจิต(psychological problems)

                สถานกักกันที่ตึกคู่แฝดในดาวน์ทาวน์ดีกว่าเรือนจำหญิงลีนวู้ดเล็กน้อยกล่าวคือห้องขังกว้างประมาณ 100 ตารางฟุต,มีน้องน้ำ,อ่างล้างหน้าและกระจก บางคนบอกว่าเป็น the Simple Life หนังที่เธอเคยแสดงมาก่อน ปารีส ฮิลตัน อยู่ที่นี่ 2-3 วันก่อนจะถูกย้ายไปกักขังที่เรือนจำหญิงลีนวู้ด

                ต่อมาเช้าวันที่ 11 ในรายการ The View ทางสถานี ABC  บาร์บาร่า วอลเตอร์ สัมภาษณ์เธอจากเรือนขังในดาวน์ทาวน์แอล.เอ. เธอยอมรับว่าต่อไปนี้เธอจะไม่เล่นบท”โง่”อีกต่อไป เพราะเธอเองก็อายุ 26 ปีเข้าไปแล้ว เธอรู้สึกว่าการแสดงออกเช่นนั้นไม่ถือเป็นเรื่อง”น่ารัก”อีกต่อไป รวมทั้งบอกว่าจะไม่ยื่นอุทธรณ์เพื่อให้เกิดปัญหามากขึ้น

                เธอบอกว่าพระเจ้าเป็นผู้ให้โอกาสแก่เธอ เมื่อออกจากคุกแล้วเธอจะหันมาทำสิ่งดีๆ อาทิเช่นหันมาช่วยสตรีที่เป็นมะเร็งเต้านม,หรือโรคที่เกี่ยวระบบประสาทต่อยึด(multiple sclerosis)ซึ่งยายของเธอเป็นโรคนี้ ไม่เช่นนั้นก็อาจจะสร้าง "Paris Hilton playhouse"แก่เด็กที่เจ็บป่วย

                เธอบอกว่าผิวของเธอแห้งเพราะไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ครีมทาผิว แต่ก็ไม่เป็นไรเพราะเธอก็ไม่ใช่ผู้หญิงมีใบหน้าดีระดับซูเปอร์ ได้ส่องกระจกดูหน้าของตัวเองเมื่อเข้ามาอยู่ในคุก

                 เรื่องของปารีส  ฮิลตัน น่าพิจารณาได้ 2 ประการ  ข้อแรกแม้ว่าเธอจะเป็นคนมีชื่อเสียง มั่งคั่ง แต่ไม่รู้ประสาพอทางด้านกฎหมาย ขาดการแนะนำที่ดีหรือว่าเป็นคนเอาใจตัวเองมาตั้งแต่เด็ก จนกลายเป็นการตามใจถึงกับเสียคน เธอยังเหมือนเด็ก สังเกตได้จากการร้องหาแม่หลังจากคำพิพากษาของศาลออกมา ไม่สมกับมีอายุ 26 ปี

                ต่อเมื่อเธอกลับเข้าไปติดคุก เธออาจคิดได้ว่าเป็นเรื่องของความผิดที่เธอกระทำขึ้นเอง จึงคิดว่าเมื่อกลับออกมาจะทำความดีหรือสิ่งดีๆให้กับสังคม เหมือนสุภาษิตจีนที่ว่า”มิเห็นโลงศพ มิหลั่งน้ำตา” หากเป็นไปตามความตั้งใจของเธอ เราคิดว่าสังคมอเมริกันจะมีคนมีชื่อเสียงและมีเงินเข้ามาช่วยอีกแรงหนึ่ง

ประการที่สองระบบความยุติธรรม เมื่อคำสั่งศาลมีออกไปแล้ว หากนักโทษมีปัญหาด้านใดขึ้นมา สำนักงานเชอร์รีฟน่าจะนำเรื่องกลับมาพิจารณาร่วมกับอัยการหรือให้ทนายทำเรื่องไปยังศาล เพื่อไต่สวน จริงอยู่เชอร์รีฟมีอำนาจปล่อยตัวนักโทษตามกฎระเบียบที่วางไว้  แต่คดีนี้เป็นคดีอื้อฉาวของคนมีชื่อเสียงและมั่งคั่งอยู่ในสายตาของคนทั่วโลก จึงทำให้หลายคนอดคิดไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับสำนักงานเชอร์รีฟ ถ้าเป็นนักโทษคนอื่นจะได้รับการปฏิบัติเช่นนี้หรือไม่

หลายคนเสนอให้คณะกรรมการบอร์ดซูเปอร์ไวเซอร์ เคาน์ตี้ซึ่งเป็นนักการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาตรวจสอบพฤติกรรมของสำนักงานเชอร์รีฟด้วยซ้ำไป

ปารีส ฮิลตัน คือใคร ?

Paris Hilton ชื่อเต็มว่า Paris Whitney Hilton เกิดเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 1981 ที่นิวยอร์ก ซิตี้ รัฐนิวยอร์ก  เป็นลูกสาวคนโตของนายริชาร์ด และนางแคธี ฮิลตัน มีน้องอีก 3 คนประกอบด้วยน้องสาว นิกกี้ ฮิลตันและน้องชาย 2 คนคือ Barron Hilton II และ Conrad Hilton III.

ตระกูลทางด้านแม่ถือว่าปารีส ฮิลตัน เป็นหลานของนักแสดงวัยเด็ก 2 คนในช่วงทศวรรษ 1970 นั่นคือ Kim Richards และ Kyle Richards ทั้งยังมีว่านเครือนับไปถึงดาราอย่าง Zsa Zsa Gabor และ Elizabeth Taylor อีกด้วย  เชื้อสายทางด้านพ่อพบว่าปู่ของเธอ Barron Hilton เป็นประธานโรงแรมฮิลตันส่วนย่าชื่อ Marilyn (นามสกุลเดิมHawley) ทวดของเธอ Conrad Hilton เป็นผู้ก่อตั้งโรงแรมลูกโซ่

                เมื่อคอนราด ฮิลตัน ถึงแก่กรรมลงเมื่อปี 1979 เขาไม่ได้เขียนพินัยกรรมใดๆไว้ส่งผลให้นายบาร์รอน ฮิลตัน ต้องนำเรื่องขึ้นสู่ศาลในปี 1988  จากนั้นส่วนแบ่งในกองมรดกที่ปารีส ฮิลตัน ได้รับในโรงแรมฮิลตันประมาณการว่า 30-50 ล้านดอลลาร์และยังมีส่วนแบ่งจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่พ่อเธอทำไว้อีกจำนวนหนึ่ง

                ปารีส ฮิลตัน อาศัยอยู่หลายเมืองทั้งที่นิวยอร์กอาศัยอยู่ในห้องสวีทของโรงแรมthe Waldorf-Astoria Hotel ในแมนฮัตตัน,ที่บ้านเบฟเวอร์ลี่ย์ ฮิลส์และที่เมืองHamptons เข้าเรียนไฮสคูลปีแรกที่โรงเรียน Marywood-Palm Valley School เมือง Rancho Mirage รัฐแคลิฟอร์เนีย จากนั้นไปเรียนถึงเกรด  11 ที่โรงเรียน Dwight School  นิวยอร์กและเลิกเรียน(dropped out) อย่างไรก็ตามในช่วงหลังเธอสอบเทียบได้ประกาศนียบัตรเทียบเท่าไฮสคูลหรือ GED

                เธอเริ่มแสดงแบบตั้งแต่เด็กๆในงานการกุศลต่างๆ จนกระทั่งอายุ 19 ปีเธอเซ็นสัญญากับบริษัทนางแบบ T Management ซึ่งเป็นบริษัทจัดการเรื่องนางแบบของดอนัลด์ ทรัมพ์ นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังของนิวยอร์ก เธอทำงานกับเอเยนต์หลายแห่งด้านนางแบบอาทิเช่นกับFord Models Management ที่นิวยอร์ก,  Models 1 Agency ในลอนดอน, Nous Model Management ในแอล.เอ.และPremier Model Management  ในลอนดอน

เธอเป็นแบบให้กับสินค้าและผลิตภัณฑ์หลายยี่ห้ออาทิเช่น Iceberg Vodka, GUESS, Tommy Hilfiger, Christian Diorและ Marciano ขณะอายุ 19 ปีชื่อของเธอเริ่มปรากฎในนิตยสารแทบลอยด์นิวยอร์กเมื่อปี 2001 ในฐานะเป็น "New York's leading It Girl"  

                เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2003 เธอร่วมแสดงกับนิโคล ริชชี่ ในเรื่องThe Simple Life ออกอากาศทาง Fox  กล่าวถึงชีวิตเรียบง่ายของคนในชนบท โดยจำลองภาพไปที่เมืองAltus รัฐอาร์คันซอส์ เมื่อประสบผลสำเร็จทำให้หนังเรื่องนี้ทำต่อมาอีก 2 ปีและพอเข้าปีที่ 4 ก็ยุติจาก Fox เพราะทั้งปารีส ฮิลตันและนิโคล ริชชี่ แยกทางกันเดิน(ไม่ถูกกัน) อย่างไรก็ตามทีวี  E! Entertainment นำไปออกตั้งแต่พฤษภาคม 2007 เป็นต้นไป

                หนังเรื่องอื่นๆที่เธอได้รับบทแสดงไม่มากนักประกอบด้วย Nine Lives (2002), Raising Helen (2004), The Hillz (2004), และ House of Wax (2005) ซึ่งเรื่องล่าสุดนั้นเป็นหนังที่ได้รับรางวัล Best Scream  หรือ  the Teen Choice Award นอกจากนี้เธอยังเป็นดารารับเชิญในหนังหลายเรื่องอาทิเช่น The O.C., The George Lopez Show, Las Vegas, American Dreams เป็นต้น ล่าสุดเธอจะมีภาพยนตร์ที่นำแสดงเองออกมาหลายเรื่องรวมทั้ง The Hottie and the Nottie (2008)

                นอกจากนี้เธอยังมีการลงทุนในด้านแฟชั่น,น้ำหอมและอื่นๆอีก นิตยสาร Forbes ประเมินไว้ว่าเธอ มีรายได้จากน้ำพักน้ำแรงของเธอเองดังนี้ ปี 2003-2004 รวม 2 ล้านดอลลาร์,ปี 2004-2005 รวม 6.5 ล้านดอลลาร์และปี 2005-2006 รวม 7 ล้านดอลลาร์

                ชีวิตส่วนตัว ในปี 2002 เธอหมั้นกับนายแบบชื่อ Jason Shaw จนเลิกกันในต้นปี 2003 ต่อมาวันที่ 29 พฤษภาคม 2005 เธอประกาซว่าหมั้นกับหนุ่มชาวกรีกชื่อ Paris Latsis ทายาทเรือเดินสมุทรกรีก หลังจากเลิกกันต่อมาเดือนพฤษภาคม 2006 เธอเริ่มออกเดทกับ Stavros Niarchos III ซึ่งเป็นทายาทเรือเดินสมุทรชาวกรกีอีกคน ไม่นานก็มีข่าวว่าเลิกกันอีก

                เมื่อเดือนกรกฎาคม 2006 เธอประกาศห้ามตัวเองมั่วเรื่องเซ็กส์เป็นเวลา 1 ปี นี่คือปารีส ฮิลตัน สาวสังคมที่ไม่ใช่เด็กสาวหน้าหวานแหว๋วบริสุทธิ์แบบไร้เดียวสาอีกต่อไป ....อ่านต่อ

 

 
 
 
 
 

 
The Asian Pacific News;Multilingual Weekly Newspaper in USA. หนังสือพิมพ์ ดิ เอเชี่ยนแปซิฟิค    USA Office : 13815 Graystone Ave, Norwalk , CA 90650 TEL ( 562 ) 868 -6339 FAX: (562) 863 - 7820 E-mail: editor@apacnews.netFree Hit Counter
 
Thai Tumbon Paleewog Trading Royal Thai Consulate Royal Thai Embassy Editor USA How to Laws&Immigrations American Ways Interview Columns Once upon the times tupna Society&Business Business Society Special Reports Sports Decoded destiny Letter to Editor Leter From Thailand Cartoon Shopping