ราคาน้ำมันที่ปั๊มเชลนครซานฟรานซิสโก เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2007 ตกแกลลอนละ 4 ดอลลาร์เศษตามที่เห็นในภาพ(AP Photo/Paul Sakuma)
ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ แนนซี่ เปโลซี่  แห่งแคลิฟอร์เนียกำลังพบกับผู้สื่อข่าวที่สภาคองเกรสและพูดถึงปัญหาน้ำมันราคาแพงเมื่อวันที่ 8  พฤษภาคม (AP Photo/Lauren Victoria Burke)

----------------------------------------------คลิกที่รูปเพือดูรูปใหญ่------------------------------------------

ราคาน้ำมันแพงคือการปล้นที่ถูกกฎหมาย
เตือนเศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ภาวะ”ถดถอย”

                ภาพรวมทางเศรษฐกิจของสหรัฐในห้วงเวลานี้ไม่ดีนัก อันมาจากปัญหาน้ำมันดิบราคาแพงขึ้น,โรงกลั่นปิดตัวเอง ส่งผลให้น้ำมันตามปั๊มทั่วไปแพงตามไปด้วย   เมื่อน้ำมันราคาแพงผู้คนต้อง”เขียม”ทุกอย่างเช่นงดซื้อเสื้อผ้าหรือเครื่องแต่งกายชั่วขณะ,การงดซื้อรถยนต์และสินค้าอื่นๆ

                จากรายงานของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐพบว่ายอดขายสินค้าปลีกทั่วประเทศเดือนเมษายนลด 0.2 % หรือลดลงในรอบ 7 เดือน ขณะที่กระทรวงแรงงานรายงานว่าราคาขายส่งสินค้า(wholesale prices)เพิ่ม 0.7 % สาเหตุเพราะน้ำมันแพงขึ้น

                ทำให้นักวิเคราะห์สถานการณ์มองว่าหากราคาน้ำมันยังพุ่งขึ้น จะส่งผลกระทบไปยังการซื้อขายบ้านในสหรัฐที่อยู่ในภาวะชลอตัวยอบแยบลงไปอีก และเมื่อถึงเวลานั้นประชาชนทั่วไปก็จะตัดการใช้จ่ายของตัวเองลง นั่นหมายถึงเศรษฐกิจโดยรวมจะเกิดภาวะถดถอย(recession)

                ราคาน้ำมันแพงขึ้นชาวบ้านเรียกกันว่าเป็นการปล้นที่ถูกกฎหมาย (คือปล้นเอาเงินจากกระเป๋าของประชาชนไปหน้าตาเฉย) แต่คนใช้น้ำมันก็ทำอะไรไม่ได้มากนัก เพราะยังต้องเติมน้ำมันใช้รถไปทำงาน หลายรายบ้านไม่ได้อยู่ใกล้หรือติดกับเส้นทางรถประจำทาง  แต่พวกเขาอาจจะมีทางเลือกโดยขับรถไปจอดไว้ที่แห่งหนึ่งจากนั้นโดยสารรถประจำทางไปทำงาน ซึ่งก็คงไม่สะดวกเหมือนขับรถเอง

                 มองเศรษฐกิจโดยรวม- อัตราความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ(Growth )ในรอบ 3 เดือนแรกของปี 2007 คือระหว่างมกราคมถึงมีนาคมอยู่ที่ 1.3 % หรือถือว่าเติบโตน้อยที่สุดในรอบ 4 ปี  หากสภาพนี้ยังเกิดขึ้นอยู่จะทำให้เศรษฐกิจอ่อนตัวลงไปถึงขั้นที่เรียกว่า downturn

                อย่างไรก็ตามในการกล่าวสุนทรพจน์ทางด้านเศรษฐกิจของแอแลน กรีนสแปน ต่อนักธุรกิจสิงคโปร์ผ่านดาวเทียมเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเขายังคงให้คำนึงถึงตัว R หรือเศรษฐกิจถดถอย แต่เขาบอกว่าเราสามารถหลีกเลี่ยงได้ โดยเปิดแต้มต่อ 2 ต่อ 1 ว่าภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจจะไม่เกิดขึ้น

                คำทำนายของกรีนสแปนนี้ไม่ได้ทำให้ตลาดหุ้นสะทกสะเทือนเท่าไรนัก  ทั้งนี้ดัชนีดาวโจนส์เมื่อวันศุกร์ที่ 11 พฤษภาคมเพิ่มขึ้น 111.09 จุด ปิดตลาดที่ 13,326.22 จุด อย่างน้อยก็ฟื้นกลับมาหลังจากวันพฤหัสบดีที่ 10 ยอดซื้อขายลดไป  150 จุด

                สิ่งหนึ่งที่หลายคนผิดหวังก็คือธนาคารกลางสหรัฐยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้สูง แม้จะรับรู้ว่าประชาชนได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันและค่าอาหารแพงขึ้น  ควรลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายมากขึ้น แต่วงในระบุว่าธนาคารกลางไม่กลัวที่เศรษฐกิจจะถดถอย แต่กลัวภาวะเงินเฟ้อเกิดขึ้นมากกว่า(จึงต้องให้ประชาชนทนทุกข์ต่อไปก่อน)

                นักวิเคราะห์เชื่อว่าราคาน้ำมันจะแพงขึ้นไปอีกในเดือนพฤษภาคมสาเหตุเพราะ

                1.โรงกลั่นน้ำมันในสหรัฐหลายแห่งต้องปิดตัวลงทำให้ราคาน้ำมันตามปั๊มเพิ่ม 20 เซนต์ต่อแกลลอนหรือเฉลี่ยแกลลอนละ 3.07 ดอลลาร์  รวมทั้งโรงกลั่นอีกหลายประเทศกำลังการผลิตกลับไม่ทันกับความต้องการของผู้ใช้

                2.ราคาน้ำมันดิบซื้อขายล่วงหน้าเดือนมิถุนายนที่ตลาดนิวยอร์กเพิ่ม 56 เซ็นต์ปิดที่ 62.37 ดอลลาร์ต่อบาเรล และราคาน้ำมันดิบ Brent crude เดือนมิถุนายนซื้อขายล่วงหน้าเพิ่มเป็น 66.83 ดอลลาร์ต่อบาเรลหรือเพิ่ม 1.04 ดอลลาร์

                3.หากเกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันดิบ กลุ่มโอเปคพร้อมที่จะผลิตเพิ่มให้พอกับความต้องการ โดยเฉพาะเดือนมิถุนายนเพิ่มได้อีกถึง 1.6 ล้านบาเรล  แต่ทว่าความสามารถในการกลั่นของโรงกลั่นจะมีพอเพียงหรือไม่ 

                4.การใช้รถยนต์ในช่วงฤดูร้อนที่จะถึงนี้ต้องมีมากขึ้นเพราะผู้คนออกท่องเที่ยว  แม้ว่าสำนักงานข้อมูลพลังงาน(EIA)จะระบุว่าน้ำมันเบนซินสำรองเพิ่มอีก 4 แสนบาเรลก็ตาม แต่เมื่อมีการตรวจสอบกลับพบว่าการสำรองดังกล่าว 1.1 ล้านบาเรลอยู่ทางฝั่งตะวันตกไม่ได้มีทั่วประเทศ

                5.ปัญหาความไม่สงบในประเทศไนจีเรียซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมันดิบรายใหญ่ของทวีปแอฟริกา

การลักพาตัวกันยังเกิดขึ้นและเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมากลุ่มกองโจรได้ทำลายท่อส่งน้ำมันดิบ 3 ท่อทำให้น้ำมันดิบไม่เข้าสู่ตลาดวันละ 1 แสนบาเรล

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมนายกาย คารูโซ ผู้อำนวยการสำนักงาน EIA แถลงต่อคณะกรรมการพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ วุฒิสภาสหรัฐโดยไม่อาจระบุได้ว่าราคาน้ำมันตามปั๊มจะสูงขึ้นไปเท่าใดเพราะเงื่อนไขของโรงกลั่นตลอดจนการนำเข้าน้ำมันลดลง  แต่พอประเมินได้ว่าเมื่อโรงกลั่นในประเทศแก้ปัญหาเรียบร้อย จะทำให้ราคาน้ำมันตามปั๊มลดลงซึ่งอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์

                ปัจจุบันโรงกลั่นน้ำมันในสหรัฐกลั่นน้ำมันดิบได้วันละ 8 แสนบาเรล เมื่อโรงกลั่นบางแห่งปิดตัวไปทำให้ความสามารถกลั่นลดลงวันละ 4 แสนบาเรล 

นอกจากนี้ในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า ยังไม่มีโครงการสร้างโรงกลั่นเพิ่ม สาเหตุมาจากการต่อต้านจากประชาชนในเรื่องสภาพแวดล้อม อีกทั้งกฎเกณฑ์ที่รัฐบาลออกมาเพื่อให้อากาศสะอาด เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้การก่อสร้างโรงกลั่นเพิ่มเติมเป็นไปด้วยความลำบาก ในขณะที่ความต้องการใช้พลังงานน้ำมันกลับเพิ่มขึ้นตลอดเวลา

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ทุกคนมองข้ามก็คือปัญหาสงครามอิรัก เพราะอิรักเป็นประเทศส่งออกน้ำมันดิบอันดับสองของโลก  เมื่อเกิดสงครามขึ้น บ่อน้ำมัน-ท่อส่งน้ำมันดิบ-โรงกลั่นน้ำมัน เสียหายย่อยยับและไม่อาจส่งออกจำหน่ายได้   ประชาชนทั่วโลกจึงเดือดร้อน....อ่านต่อ

 

 
 
 
 
 

 
The Asian Pacific News;Multilingual Weekly Newspaper in USA. หนังสือพิมพ์ ดิ เอเชี่ยนแปซิฟิค    USA Office : 13815 Graystone Ave, Norwalk , CA 90650 TEL ( 562 ) 868 -6339 FAX: (562) 863 - 7820 E-mail: editor@apacnews.netFree Hit Counter
 
Thai Tumbon Paleewog Trading Royal Thai Consulate Royal Thai Embassy Editor USA How to Laws&Immigrations American Ways Interview Columns Once upon the times tupna Society&Business Business Society Special Reports Sports Decoded destiny Letter to Editor Leter From Thailand Cartoon Shopping