----------------------------------------------คลิกที่รูปเพือดูรูปใหญ่------------------------------------------
ราคาน้ำมันแพงคือการปล้นที่ถูกกฎหมาย
เตือนเศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ภาวะถดถอย
ภาพรวมทางเศรษฐกิจของสหรัฐในห้วงเวลานี้ไม่ดีนัก อันมาจากปัญหาน้ำมันดิบราคาแพงขึ้น,โรงกลั่นปิดตัวเอง
ส่งผลให้น้ำมันตามปั๊มทั่วไปแพงตามไปด้วย เมื่อน้ำมันราคาแพงผู้คนต้องเขียมทุกอย่างเช่นงดซื้อเสื้อผ้าหรือเครื่องแต่งกายชั่วขณะ,การงดซื้อรถยนต์และสินค้าอื่นๆ
จากรายงานของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐพบว่ายอดขายสินค้าปลีกทั่วประเทศเดือนเมษายนลด
0.2 % หรือลดลงในรอบ 7 เดือน ขณะที่กระทรวงแรงงานรายงานว่าราคาขายส่งสินค้า(wholesale prices)เพิ่ม
0.7 % สาเหตุเพราะน้ำมันแพงขึ้น
ทำให้นักวิเคราะห์สถานการณ์มองว่าหากราคาน้ำมันยังพุ่งขึ้น
จะส่งผลกระทบไปยังการซื้อขายบ้านในสหรัฐที่อยู่ในภาวะชลอตัวยอบแยบลงไปอีก
และเมื่อถึงเวลานั้นประชาชนทั่วไปก็จะตัดการใช้จ่ายของตัวเองลง
นั่นหมายถึงเศรษฐกิจโดยรวมจะเกิดภาวะถดถอย(recession)
ราคาน้ำมันแพงขึ้นชาวบ้านเรียกกันว่าเป็นการปล้นที่ถูกกฎหมาย
(คือปล้นเอาเงินจากกระเป๋าของประชาชนไปหน้าตาเฉย) แต่คนใช้น้ำมันก็ทำอะไรไม่ได้มากนัก
เพราะยังต้องเติมน้ำมันใช้รถไปทำงาน หลายรายบ้านไม่ได้อยู่ใกล้หรือติดกับเส้นทางรถประจำทาง แต่พวกเขาอาจจะมีทางเลือกโดยขับรถไปจอดไว้ที่แห่งหนึ่งจากนั้นโดยสารรถประจำทางไปทำงาน
ซึ่งก็คงไม่สะดวกเหมือนขับรถเอง
มองเศรษฐกิจโดยรวม- อัตราความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ(Growth )ในรอบ 3 เดือนแรกของปี 2007 คือระหว่างมกราคมถึงมีนาคมอยู่ที่ 1.3
% หรือถือว่าเติบโตน้อยที่สุดในรอบ 4 ปี
หากสภาพนี้ยังเกิดขึ้นอยู่จะทำให้เศรษฐกิจอ่อนตัวลงไปถึงขั้นที่เรียกว่า
downturn
อย่างไรก็ตามในการกล่าวสุนทรพจน์ทางด้านเศรษฐกิจของแอแลน
กรีนสแปน ต่อนักธุรกิจสิงคโปร์ผ่านดาวเทียมเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเขายังคงให้คำนึงถึงตัว
R หรือเศรษฐกิจถดถอย
แต่เขาบอกว่าเราสามารถหลีกเลี่ยงได้ โดยเปิดแต้มต่อ 2 ต่อ 1
ว่าภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจจะไม่เกิดขึ้น
คำทำนายของกรีนสแปนนี้ไม่ได้ทำให้ตลาดหุ้นสะทกสะเทือนเท่าไรนัก ทั้งนี้ดัชนีดาวโจนส์เมื่อวันศุกร์ที่ 11
พฤษภาคมเพิ่มขึ้น 111.09 จุด ปิดตลาดที่ 13,326.22 จุด อย่างน้อยก็ฟื้นกลับมาหลังจากวันพฤหัสบดีที่
10 ยอดซื้อขายลดไป 150 จุด
สิ่งหนึ่งที่หลายคนผิดหวังก็คือธนาคารกลางสหรัฐยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้สูง
แม้จะรับรู้ว่าประชาชนได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันและค่าอาหารแพงขึ้น ควรลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายมากขึ้น
แต่วงในระบุว่าธนาคารกลางไม่กลัวที่เศรษฐกิจจะถดถอย แต่กลัวภาวะเงินเฟ้อเกิดขึ้นมากกว่า(จึงต้องให้ประชาชนทนทุกข์ต่อไปก่อน)
นักวิเคราะห์เชื่อว่าราคาน้ำมันจะแพงขึ้นไปอีกในเดือนพฤษภาคมสาเหตุเพราะ
1.โรงกลั่นน้ำมันในสหรัฐหลายแห่งต้องปิดตัวลงทำให้ราคาน้ำมันตามปั๊มเพิ่ม
20 เซนต์ต่อแกลลอนหรือเฉลี่ยแกลลอนละ 3.07 ดอลลาร์ รวมทั้งโรงกลั่นอีกหลายประเทศกำลังการผลิตกลับไม่ทันกับความต้องการของผู้ใช้
2.ราคาน้ำมันดิบซื้อขายล่วงหน้าเดือนมิถุนายนที่ตลาดนิวยอร์กเพิ่ม
56 เซ็นต์ปิดที่ 62.37 ดอลลาร์ต่อบาเรล และราคาน้ำมันดิบ Brent crude เดือนมิถุนายนซื้อขายล่วงหน้าเพิ่มเป็น 66.83 ดอลลาร์ต่อบาเรลหรือเพิ่ม 1.04
ดอลลาร์
3.หากเกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันดิบ กลุ่มโอเปคพร้อมที่จะผลิตเพิ่มให้พอกับความต้องการ
โดยเฉพาะเดือนมิถุนายนเพิ่มได้อีกถึง 1.6 ล้านบาเรล แต่ทว่าความสามารถในการกลั่นของโรงกลั่นจะมีพอเพียงหรือไม่
4.การใช้รถยนต์ในช่วงฤดูร้อนที่จะถึงนี้ต้องมีมากขึ้นเพราะผู้คนออกท่องเที่ยว แม้ว่าสำนักงานข้อมูลพลังงาน(EIA)จะระบุว่าน้ำมันเบนซินสำรองเพิ่มอีก 4 แสนบาเรลก็ตาม แต่เมื่อมีการตรวจสอบกลับพบว่าการสำรองดังกล่าว 1.1 ล้านบาเรลอยู่ทางฝั่งตะวันตกไม่ได้มีทั่วประเทศ
5.ปัญหาความไม่สงบในประเทศไนจีเรียซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมันดิบรายใหญ่ของทวีปแอฟริกา
การลักพาตัวกันยังเกิดขึ้นและเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมากลุ่มกองโจรได้ทำลายท่อส่งน้ำมันดิบ
3 ท่อทำให้น้ำมันดิบไม่เข้าสู่ตลาดวันละ 1 แสนบาเรล
เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมนายกาย
คารูโซ ผู้อำนวยการสำนักงาน EIA แถลงต่อคณะกรรมการพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ
วุฒิสภาสหรัฐโดยไม่อาจระบุได้ว่าราคาน้ำมันตามปั๊มจะสูงขึ้นไปเท่าใดเพราะเงื่อนไขของโรงกลั่นตลอดจนการนำเข้าน้ำมันลดลง แต่พอประเมินได้ว่าเมื่อโรงกลั่นในประเทศแก้ปัญหาเรียบร้อย
จะทำให้ราคาน้ำมันตามปั๊มลดลงซึ่งอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์
ปัจจุบันโรงกลั่นน้ำมันในสหรัฐกลั่นน้ำมันดิบได้วันละ
8 แสนบาเรล เมื่อโรงกลั่นบางแห่งปิดตัวไปทำให้ความสามารถกลั่นลดลงวันละ
4 แสนบาเรล
นอกจากนี้ในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า
ยังไม่มีโครงการสร้างโรงกลั่นเพิ่ม สาเหตุมาจากการต่อต้านจากประชาชนในเรื่องสภาพแวดล้อม
อีกทั้งกฎเกณฑ์ที่รัฐบาลออกมาเพื่อให้อากาศสะอาด เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้การก่อสร้างโรงกลั่นเพิ่มเติมเป็นไปด้วยความลำบาก
ในขณะที่ความต้องการใช้พลังงานน้ำมันกลับเพิ่มขึ้นตลอดเวลา
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ทุกคนมองข้ามก็คือปัญหาสงครามอิรัก
เพราะอิรักเป็นประเทศส่งออกน้ำมันดิบอันดับสองของโลก เมื่อเกิดสงครามขึ้น บ่อน้ำมัน-ท่อส่งน้ำมันดิบ-โรงกลั่นน้ำมัน
เสียหายย่อยยับและไม่อาจส่งออกจำหน่ายได้ ประชาชนทั่วโลกจึงเดือดร้อน....อ่านต่อ
|