
เครดิตสำคัญต่อชีวิตคนอเมริกัน
เครดิต(credit)หมายถึงระบบความไว้เนื้อเชื่อใจ(a trusted system)ที่บุคคลหนึ่งมีต่อบุคคลหนึ่งหรือสถาบันมีต่อบุคคล การจะมีเครดิตได้ต้องสร้างและสั่งสม เหมือนคำว่าบารมี
แต่บารมีเป็นนามธรรม ไม่ชัดเจนเหมือนเครดิตที่เป็นรูปธรรม
ในสังคมอเมริกันวัดกันด้วยเครดิต บุคคลผู้นั้นจะสร้างได้จะต้องผ่อนหนี้ให้ครบจำนวน,ตรงเวลาหรือก่อนเวลาได้ยิ่งดี อาจจะเริ่มจากเครดิตห้างสรรพสินค้า เมื่อได้บัตรมาแล้วไปรูดสินค้ามาใช้ในบ้าน
จากนั้นผ่อนให้ครบจำนวน,ตรงเวลาหรือจะผ่อนหมดก่อนเครดิตก็จะขึ้นได้ดี,บริษัทน้ำมัน
เมื่อเติมน้ำมันรถยนต์ถึงเดือนก็จ่ายหมด เครดิตจะพอกพูน,ก้าวไปสู่การกู้ธนาคารเพื่อผ่อนรถยนต์ หากผ่อนหมดคะแนนเครดิตสะสมก็เริ่มถีบตัว,เครดิตจากการใช้บัตรเครดิต
(Credit Card) เมื่อจ่ายจะต้องตรงตามเวลา
จะผ่อนขั้นต่ำที่เครดิต คาร์ดกำหนดก็ได้ แต่ต้องให้ตรงเวลา
การที่ธนาคารจะให้ใครกู้ หรือบริษัทCredit card จะเสนอให้ใคร จะต้องตรวจสอบคะแนนเครดิต(A
credit score)บุคคลผู้นั้นเสียก่อน คะแนนเครดิตก็มาจากประวัติเครดิตที่เราสั่งสมไว้ หากเป็นคนไม่ด่างพร้อยในเรื่องการจ่ายหนี้ เราก็จะถูกจัดอันดับเครดิตไว้ดี
เมื่อเครดิตดีมีงานทำมีเงินผ่อนสม่ำเสมอ
ครั้นเราจะไปกู้เงินธนาคารเพื่อซื้อบ้าน
ธนาคารก็จะนำประวัติเครดิตเราไปศึกษาเพื่อแจ้งให้เราทราบว่าเรามีคุณสมบัติครบถ้วน(qualifies)ต่อเงินกู้จำนวนนั้นหรือไม่ และในอัตราดอกเบี้ยเท่าใด หากเครดิตดีอัตราดอกเบี้ยก็ได้ถูก เครดิตไม่ดีอัตราดอกเบี้ยก็แพงขึ้น
ธนาคาร,สถาบันการเงินและบริษัทบัตรเครดิตเหล่านี้จะใช้ประวัติเครดิตจากองค์กรหรือหน่วยงานที่เรียกว่าสำนักงานเครดิต( credit
bureaus )หรือสำนักงานอ้างอิงเครดิต(credit
reference agencies)เป็นต้น
สำนักงานเครดิตจะทำหน้าที่รวบรวมว่าใครมีคะแนนเครดิต(Credit
scoring) เป็นอย่างไร การรวบรวมนี้จะพิจารณาจากประวัติการกู้ยืม,การผ่อนชำระคืน,การผ่อนล่าช้าตลอดจนการยื่นฟ้องล้มละลายตัวเอง(bankruptcy)มาร่วมพิจารณา
คะแนนเครดิตไม่ได้จำกัดให้ใช้เฉพาะกับธนาคารหรือสถาบันการเงินเท่านั้น
คะแนนเครดิตยังมีบริษัทหรือหน่วยงานอื่นมาขอใช้ร่วมอาทิเช่นบริษัทโทรศัพท์มือถือ,หน่วยงานของรัฐบาล,
เมื่อได้ประวัติเครดิต( Credit history)หรือ credit report มีความหมายเดียวกัน
แล้วสถาบันการเงินหรือบริษัทต่างๆก็จะนำมาพิจารณาเรื่องการให้กู้เงิน,ให้ใช้โทรศัพท์และอื่นๆ
ด้วยการส่งใบสมัครของท่านตรงเข้าไปยังสำนักงานเครดิต เพื่อให้
updates ถึงสถานภาพของผู้ขอกู้เงิน,ที่อยู่,ความเปลี่ยนแปลงต่างๆที่เกิดขึ้น หลังจากที่เคยยื่นขอเครดิตครั้งสุดท้าย
จากนั้นธนาคารจึงจะอนุมัติเงินกู้ว่าจะให้กู้ได้ตามที่ยื่นขอหรือไม่และในอัตราดอกเบี้ยกี่เปอร์เซนต์ต่อปี(the
annual percentage rate=APR)
เมื่อเร็วๆนี้ท่านอาจเคยได้ข่าวว่า คนซื้อบ้านหลายรายถูกธนาคารยึดเพราะไม่มีเงินผ่อนธนาคาร
สาเหตุเป็นเพราะอะไร คำตอบเป็นเพราะผู้กู้เงินส่วนใหญ่เครดิตไม่ดีหรือไม่มีเงินวางดาวน์
บุคคลเหล่านี้จึงไปกู้ subprime mortgages ใช้ดอกเบี้ยแบบปรับตามขึ้นลงของไพรมเรท เรียกว่า adjustable mortgages rates หากไพรท เรทสูงขึ้น ดอกเบี้ยที่จ่ายก็สูงตามไปด้วย
ถ้าเป็นคนเครดิตดีจะกู้ได้แบบ 30 ปีอัตราดอกเบี้ยตายตัว (Traditional 30-year fixed mortgages) จะทำให้ทุกคนคำนวณค่าใช้จ่ายของตัวเองได้ถูกต้อง
ผลจากการปล่อยกู้แบบ subprime ยังกระเทือนมาถึงบริษัทปล่อยเงินกู้ซื้อบ้านประเภทนี้ที่เสี่ยง ดังที่เกิดขึ้นกับบริษัทไฟแนนซ์ที่ปล่อยเงินกู้แก่คนเครดิตไม่ดีตามไปด้วย
อาทิเช่น New Century Financial Corp. เมืองเออร์ไวน์และอีกหลายบริษัทที่ไม่มีเงินหมุน จะต้องเร่งหาสถาบันการเงินที่ใหญ่กว่าเข้ามาซื้อกิจการ
บางบริษัทถูกรัฐบาลสั่งระงับดำเนินกิจการอาทิเช่นเมื่อเดือนเมษายนรัฐนิวเจอร์ซี่สั่งให้
บริษัทSouthStar แห่งแอตแลนต้าและบริษัท
LoanCity แห่งซาน โฮเซ่ รัฐแคลิฟอร์เนียระงับการดำเนินธุรกิจปล่อยเงินกู้ในรัฐ
ข้อหาเพราะสถาบันการเงินใหญ่ระงับการให้การสนับสนุน ไม่อาจปล่อยเงินกู้แก่ผู้ต้องการซื้อบ้านได้
นี่คือระบบเครดิตที่พัวพันกันเป็นลูกโซ่ในสังคมอเมริกัน และสังคมไหนก็เช่นกัน ใครที่ไม่มีเครดิตมักจะอยู่อย่างลำบาก
โดยเฉพาะคนที่ต้นทุนทางสังคมต่ำ จะทำให้เครดิตของเขาที่มีต่อสังคมต่ำเช่นกัน
เครดิตของท่านอยู่ระดับไหน 720 ขึ้นไป ?
การจัดอันดับเครดิตของคนทั่วไปจะจัดขึ้นระหว่าง
300-850 ยิ่งคะแนนสูงเท่าใด แสดงว่าเครดิตดีมากขึ้นเท่านั้น
การพิจารณาคะแนนให้ดังนี้ 35 % พิจารณาจากการผ่อนหนี้, 30 % พิจารณาจากหนี้ที่ท่านมีอยู่เช่นท่านใช้เครดิตคาร์ดจำนวนเท่าใด,15
% พิจารณาจากประวัติเครดิตว่าท่านมีเครดิตมาตั้งแต่เมื่อใด 10
% พิจารณาจากการขอเครดิตว่าท่านพยายามขอเครดิตมากน้อยเท่าใด
คะแนนเครดิต 720 ขึ้นไปถือว่ามีโอกาสที่จะได้รับเงินกู้รวดเร็วในอัตราดอกเบี้ยต่ำ,ไม่ต้องดำเนินการเรื่องเอกสารมาก
อาจวางดาวน์น้อยหรือไม่ต้องวางดาวน์หรือไม่ต้องมีของไปค้ำประกัน(collateral)
คะแนนเครดิต 680-720 ผู้คนทั่วไปคะแนนเครดิตจะอยู่ในระหว่างนี้
ไม่อาจนำไปต่อรองเพื่อขอลดอัตราดอกเบี้ยที่ดีได้
คะแนนเครดิต 620-680 คนที่เครดิตระดับนี้ถือว่าต่ำกว่ามาตรฐาน โอกาสกู้เงินมีแต่ไม่อาจเลือกประเภทขอเงินกู้หรือการบริการได้เท่าที่ต้องการ
คะแนนเครดิต 580-620 กลุ่มคนเหล่านี้จะถูกจับตามองเป็นพิเศษในการพิจารณาให้กู้เงิน
ไม่คิดว่าจะได้ง่ายหรืออาจจะต้องใช้สิ่งของค้ำประกัน
คะแนนเครดิตต่ำกว่า 580
บุคคลกลุ่มนี้การขอกู้เงิน สถาบันการเงินจะต้องให้วางดาวน์/หาคนค้ำประกันหรือสิ่งของวางมัดจำ
ตลอดจนได้อัตราดอกเบี้ยที่แพง
ปี 2007 ครั้งแรกที่บ้านราคาเริ่มตก
สมาคมอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติ(National Association of Realtors)รายงานเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคมว่าในปี 2007 ราคาบ้านในสหรัฐตกลงมา
1 % เมื่อเทียบกับราคาของปี 2006 หรือบ้านราคากลางเฉลี่ยทั่วประเทศตกหลังละ
219,800 ดอลลาร์ ส่วนราคาบ้านใหม่คาดว่าราคาจะตกลงหลังละ
100 ดอลลาร์ซึ่งราคากลางอยู่ที่ 246,000 ดอลลาร์หรือนับตั้งแต่ปี
1991 เป็นต้นมาที่ราคาบ้านใหม่ตก
เหตุผลสำคัญเพราะวิกฤตที่เกิดขึ้นกับผู้กู้ประเภท subprime ทำให้บริษัทปล่อยเงินกู้เข้มงวดเรื่องเครดิตหรือคุณสมบัติของผู้ซื้อรัดกุมขึ้น
ทำให้คนที่อยากซื้อบ้านแต่เครดิตไม่ถึงหมดโอกาส อย่างไรก็ตามสมาคมฯเชื่อว่าในไตรมาส 3 และ
4 ของปี 2007 การซื้อขายบ้านจะเพิ่มขึ้นเป็นเพราะอัตราการว่างงานลดลงและรายได้ต่อครอบครัวเพิ่มขึ้น
สมาคมฯประเมินว่าในปี 2008 ยอดขายบ้านเก่าตกประมาณ 6.49
ล้านหลัง ถือว่าเป็นจำนวน
มากรองจากปี 2005 ที่บ้านจำหน่ายกัน 7.08 ล้านหลัง ส่วนบ้านใหม่ยอดขายน่าจะอยู่ที่
936,000 หลัง หรือมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2006 เป็นต้นมา
ขณะเดียวกันสำนักข่าว The Reuters/University of Michigan Surveys of Consumers เปิดเผยผลสำรวจพบว่าเจ้าของบ้านส่วนใหญ่ยังไม่คิดจะขายบ้านของตัวเองในระยะเวลาอันใกล้นี้
อย่างน้อย 5 ปี พร้อมกับเชื่อว่าในระยะ
5 ปีข้างหน้าราคาบ้านก็จะขยับสูงขึ้นต่อไป
ในการสำรวจครั้งนี้ยังพบว่า 1 ใน 5 ของผู้ตอบแบบสอบถามเชื่อว่าในห้วงระยะเวลานี้มูลค่าบ้านของตนจะไม่เปลี่ยนแปลงและเชื่อว่าราคาจะทรงตัวไปเช่นนี้....อ่านต่อ
|