สหรัฐฯขึ้นบัญชีไทยเพราะลิขสิทธิ์ยา
เป็นประเทศจับตามองเป็นพิเศษ
วันจันทร์ที่ 30 เมษายน
สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ(The Office of the United States
Trade Representative =USTR)
เผยแพร่รายงานประจำปีโดยการประกาศให้ไทยเลื่อนอันดับจากบัญชีประเทศ ถูกจับตามอง (Watch List หรือ
WL)ขึ้นไปอยู่ในบัญชีต้อง ถูกจับตามองเป็นพิเศษ (Priority Watch List หรือ
PWL)โดยให้เหตุผลว่าประเทศไทยไม่อาจให้ความคุ้มครองและบังคับใช้สิทธิทรัพย์สินทางปัญญาได้
แม้ว่าเจ้าหน้าที่ของไทยจะพยายามทำงานปราบปรามการละเมิดฝ่าฝืนหลายประการ
แต่อัตราการละเมิดยังคงมีอย่างมาก
USTR ชี้ว่ากฎหมายไทยยังไม่เข้มแข็งพอ
เช่นสื่อแผ่นดิสก์ภาพ ยังมีการละเมิดลิขสิทธิ์ขนานใหญ่ รวมถึงการละเมิดสิทธิในหนังสือ,การโจรกรรมเคเบิ้ลและสัญญาณ, การละเมิดสิทธิซอฟต์แวร์ทางด้านนันทนาการและธุรกิจ,
การผลิตและการจัดจำหน่ายสิ่งเลียนแบบผลิตภัณฑ์ที่มีเครื่องหมายการค้าจดทะเบียน อาทิเช่น
เครื่องแต่งกายและรองเท้า ยังคงมีอยู่อย่างกว้างขวาง
แม้ว่าการลงโทษทางกฎหมายจะมีขึ้น แต่ก็ยังไม่พอเพียงทำให้ปัญหาการละเมิดยังคงมีอยู่ต่อไป
เหตุผลหลักที่ไทยต้องตกมาเป็นกลุ่ม PWL เชื่อกันว่าเป็นเพราะประเทศไทย
ประกาศใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตร (Compulsory Licensing หรือ
CL)
เพื่อนำเข้าหรือผลิตยาชื่อสามัญเลียนแบบยาที่ยังติดสิทธิบัตรอยู่หลายรายการ
สหรัฐฯยอมรับว่าประเทศใดก็ตามสามารถออกประกาศใช้สิทธิดังกล่าวได้เพื่อให้สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ขององค์การการค้าโลก(WTO) แต่การประกาศใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรของประเทศไทยกลับขาดความโปร่งใสและขาดวิถีทางที่ถูกต้อง
ประเทศไทยเป็น 1 ใน 12 ชาติซึ่งถูก
USTR ขึ้นบัญชีถูกจับตามองเป็นพิเศษในปี 2007 ประเทศอื่นๆได้แก่ รัสเซีย,จีน,อินเดีย,อิสราเอล,เลบานอน,อียิปต์,ตุรกี,ยูเครน,อาร์เจนตินา,ชิลีและ เวเนซูเอลา
ข้อหาที่ไทยได้รับครั้งนี้ไทยจะต้องทำงานร่วมกับสหรัฐเพื่อแก้ไขปัญหา ในเรื่องนี้ นายการุณ กิตติสถาพร
ปลัดกระทรวงพาณิชย์ แสดงความเห็นว่า การเลื่อนชั้นมาเป็น PWL ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจ เพราะไทยเคยอยู่ในกลุ่มต่างประเทศที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐฯสูงสุด (PFC) มาแล้วในปี 2534-2536 และเคยอยู่กลุ่ม PWL ในปี 2532-2533 และปี 2537 จากนั้นก็อยู่ในบัญชี WL จนถึงปัจจุบัน
หลังจากนี้ไปสหรัฐฯจะให้ไทยทำแผนปฏิบัติการแก้ปัญหาละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาร่วมกับสหรัฐฯ ขณะนี้ยังไม่ทราบว่ามีรายละเอียดอย่างไร แต่น่าจะเป็นเรื่องการแก้ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ เพลง
หนังสือ สัญญาณเคเบิ้ลทีวี เครื่องหมายการค้า การบังคับใช้กฎหมาย การแก้ไขกฎหมายด้านทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงการแก้ปัญหาการบังคับใช้สิทธิ์ผลิต หรือนำเข้ายาราคาถูกที่กระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ได้ออกประกาศบังคับใช้สิทธิ์ไปแล้ว
นายการุณกล่าวว่า หลังจากสหรัฐฯปรับไทยไปอยู่ในบัญชี PWL แล้ว ตามกฎหมายการค้าของสหรัฐฯ ให้อำนาจสหรัฐฯใช้มาตรการตอบโต้ได้ เช่น ตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) สินค้าบางรายการ แต่ที่ผ่านมา
สหรัฐฯไม่เคยทำ เป็นเพียงแค่การระบุไว้ในกฎหมายเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม หากสหรัฐฯ
ตัด GSP ไทยจากเหตุผลดังกล่าวจริงจะผิดกฎองค์การการค้าโลก (WTO) เพราะเป็นการใช้มาตรการข้างเดียว ซึ่งไทยมีสิทธิ์ฟ้องร้องต่อ WTO ได้ ที่สำคัญสหรัฐฯ ยังไม่เคยตัด
GSP
ประเทศอื่นๆจากการใช้มาตรการ 301 พิเศษ
การตัด
GSP
ไทย
เพราะไทยอยู่ในกลุ่ม PWL เป็นเพียงคำขู่เท่านั้น ในความเป็นจริงไม่มีผลในทางปฏิบัติ และก่อนหน้านี้ สหภาพยุโรป
(อียู) บราซิล เคยฟ้องร้อง WTO กรณีนี้มาแล้ว แต่สหรัฐฯอ้างว่า เป็นเพียงข้อกฎหมาย และยังไม่ได้ตัด GSP จริงๆ WTO จึงยังไม่มีมาตรการอะไรออกมา ส่วนกรณีที่สหรัฐฯ อยู่ระหว่างทบทวนการให้ GSP สินค้าไทยโครงการใหม่ ที่มีแนวโน้มว่า อัญมณีและเครื่องประดับ ยางเรเดียล จะถูกตัดสิทธิ์นั้น สหรัฐฯไม่ได้เอาปัจจัยทรัพย์สินทางปัญญามาพิจารณา แต่ที่จะถูกตัดสิทธิเพราะผู้ส่งออกไทยมีศักยภาพในการส่งออกนายการุณกล่าว
นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.อุตสาหกรรม กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ถึงกรณีที่ทางสหรัฐขึ้นบัญชีให้ไทยเป็นประเทศที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษเนื่องจากไทยบังคับใช้สิทธิ์เหนือสิทธิบัตรยาว่า ที่ประชุม
ครม. มอบหมายให้นพ.มงคล
ณ สงขลา รมว.สธ. เพื่อชี้แจงเหตุผลและทำความเข้าใจเกี่ยวกับการประกาศบังคับใช้สิทธิ์เหนือสิทธิบัตรยา โดยเบื้องต้นเชื่อว่าไม่มีผลกระทบต่อการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ เพราะยังไม่ใช่มาตรการสูงสุด จึงไม่มีความจำเป็นต้องออกมาตรการใดตอบโต้
นพ.มงคล
ณ สงขลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ให้สัมภาษณ์อย่างชัดเจนว่า การประกาศของ USTR ครั้งนี้ มาจากอิทธิพลของบริษัทยาที่มีสูงมากขนาดสามารถเข้าถึงข้างในยูเอสทีอาร์ได้เป็นอย่างดี โดยอ้างว่าไทยไม่คุ้มครองสิทธิทางปัญญาของผลิตภัณฑ์ของสหรัฐฯไม่ว่าจะเป็นเครื่องหมายทางการค้า รองเท้า
เทป ซีดี สัญญาณเคเบิ้ล มีการอ้างถึงสินค้าหลายๆ อย่าง รวมทั้งการบังคับใช้สิทธิยาที่มีสิทธิบัตรโดยไม่โปร่งใส และอาจมีการบังคับใช้สิทธิในยาอีกหลายๆ ตัว
เขาอ้างว่าเราทำซีแอลไม่โปร่งใส ไม่รู้ไม่โปร่งใสตรงไหน เขาให้เราเจรจากับบริษัทยาก่อนเราก็เจรจาไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบแล้ว แล้วก็เพิ่งทำไปตัวเดียวคือยาต้านไวรัส แอฟฟาไวเร้นท์ จากที่มีการประกาศทั้งหมด 3 ตัว ซึ่งก็ทำเพียงเท่านี้ หากมีความจำเป็นก็น่าจะมีการทำซีแอลไม่เกิน 2 ชนิดเป็นอย่างมาก ไม่ได้พร่ำเพรื่อ ทำเท่าที่จำเป็นเท่านั้นจริงๆ ซึ่งการประกาศซีแอล ไม่ได้หมายถึงต้องทำซีแอล เป็นเพียงประกาศว่าจะทำ ก็เพื่อให้เกิดความโปร่งใส มีการเจรจากันขึ้น ดังนั้น
การกล่าวว่าเราทำด้วยความไม่โปร่งใสหรือจะทำเพิ่มอีกหลายตัว จึงเป็นข้อกล่าวหาที่ไม่ตรงตามความเป็นจริงเพราะการหยิบยกเรื่องเทปผีซีดีเถื่อนหรือพันทิปน่าจะเป็นเพียงข้ออ้าง แต่เหตุผลที่แท้จริง คือ การทำซีแอล การผลักไทยให้เป็นประเทศที่ต้องจับตามองเป็นเพิศษจึงเป็นการข่มขู่ไม่ให้ทำซีแอลต่อไป แต่ไม่สามารถนำเรื่องซีแอลพูดตรงๆ ได้ เพราะเราทำตามกฎหมายถูกต้อง
เราไม่มีเส้นมีสายหรือกำลังอำนาจใดๆ ทั้งสิ้น มีแต่หัวใจที่ทำเพื่อคนทุกข์ยาก แต่เราก็ไม่มีพลัง ไม่มีคนสนับสนุนอำนาจมันต่างกันเยอะ ดังนั้นทำได้แค่ไหนเราก็จะทำเท่านั้น หากทำไม่ได้จริงๆ ก็ต้องยอม ซึ่งในการลงมติของ USTR อาจมีคนที่หนุนเราส่วนหนึ่ง แต่กลุ่มที่ไม่สนับสนุนไม่รู้คิดอย่างไร ถ้าเห็นด้วยกับเรามากกว่านี้ ผลคงไม่ออกมาแบบนี้และไทยคงไม่ถูกทำร้าย ดังนั้น คนจนอย่างไปคาดหวังจะมีสิทธิมีเสียงหรือหรือทำอะไรแล้วจะถูก นพ.มงคลกล่าว
น.พ.มงคล
กล่าวว่า ขณะนี้จะต้องประเมินสถานการณ์ของไทยว่าจะบุกหรือจะถอยมากน้อยแค่ไหน ต้องวัดใจกันว่าประชาชนของเราที่จะไม่ได้รับยาในการรักษาชีวิตกับการสูญเสียผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศนำมาชั่งน้ำหนักว่าอย่างใดมีค่ามากกว่ากัน ซึ่งหากการบังคับใช้สิทธิเป็นตัวก่อเหตุก็ย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจแน่แต่ก็ต้องนำมาพิจารณาว่ามีความคุ้มค่าหรือไม่
ไม่รู้ว่ามูลค่าชีวิตคน 1 คน จะคำนวณออกมาได้เท่ากับมูลค่าสินค้าส่งออกไปอเมริกาเป็นจำนวนเท่าใด ผมหมดปัญญาจริงๆ ไม่รู้จะจัดการปัญหาให้กับคนของเราอย่างไร คนต้องตายมากมายเพราะไม่มีเงินซื้อยากิน อย่างไรก็ตามแม้ว่าต่างชาติจะไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจทำซีแอลก็เป็นเรื่องปกติ เพราะคงไม่เจ็บปวดเท่ากับการที่คนไทยด้วยกันมาด่าว่าเป็นโจรนพ.มงคลกล่าว
นพ.มงคล กล่าวต่อว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีการหยิบยกประเด็นนี้ในการหารือแต่ก็ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป อย่างไรก็ดีได้เสนอให้กระทรวงต่างประเทศที่จะเป็นผู้รับดำเนินการในเรื่องนี้โดยตรงเป็นผู้แถลงการณ์ รวมทั้งกระทรวงสาธารณสุขได้ประสานให้กระทรวงต่างประเทศส่งตัวแทนหารือกับมูลนิธิคลินตันเพื่อเจรจาสั่งซื้อยาในปริมาณมากๆ พร้อมกันหลายประเทศ ในวันที่ 8 พฤษภาคมนี้ แต่ก็ยังไม่ได้รับคำตอบแต่อย่างใด ไม่ทราบว่าจะช่วยหรือไม่ เนื่องจากทางสธ.มีภารกิจไม่สามารถเดินทางไปได้
ประเด็นที่ผมจะต้องชี้แจงกับยูเอสทีอาร์คือประเด็นที่ไทยเตรียมจะประกาศบังคับใช้สิทธิผลิตยา(ซีแอล)กับยาอีกกว่า
30
รายการนั้น
ความจริงคือไทยจะดำเนินการเฉพาะโรคที่ทำให้คนไทยตายเป็นจำนวนมากเท่านั้น ไม่ได้ทำกับยาหลายชนิดเช่นนั้น ซึ่งอย่างมากที่ดำเนินการได้มีประมาณ 5 รายการเท่านั้น ขณะนี้เหลือยา
2
รายการที่อาจจะต้องดำเนินการในอนาคต คือยารักษาโรคมะเร็งและยาต้านไวรัสเอดส์อย่างละรายการเท่านั้นนพ.มงคลกล่าว
นายรอเบิร์ต ไวสส์แมน
ผู้อำนวยการ Essential Action องค์กรพัฒนาเอกชนของสหรัฐฯ ที่ต่อสู้เพื่อการเข้าถึงยามายาวนาน ออกแถลงการณ์ประณามตอบโต้รัฐบาลสหรัฐฯ โดยระบุว่า
ยูเอสทีอาร์ได้กระทำการอย่างน่ารังเกียจ เห็นแก่ได้
และน่าละอายอย่างยิ่งในการย้ายไทยขึ้นเป็นประเทศที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษ เพราะประเด็นสำคัญที่ทำให้ไทย ถูกจับตามองเป็นพิเศษ คือการที่ประเทศไทยประกาศบังคับใช้สิทธิกับยาติดสิทธิบัตร 3 ตัว
นายรอเบิร์ต แถลงว่า
ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ทราบดีว่าการกระทำของไทยไม่ได้ละเมิดพันธะสัญญาในความตกลงการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งตรงกันข้ามกับคำกล่าวอ้างของบริษัทยายักษ์ใหญ่และตัวแทนของพวกเขา สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯไม่เคยกล่าวว่าประเทศไทยละเมิดพันธกรณีตามกฎระเบียบในองค์การการค้าโลก(WTO) แต่สิ่งที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯตำหนิคือ ขาดความโปร่งใสและกระบวนการที่เกิดขึ้นในประเทศไทยน่าห่วงใยอย่างยิ่ง นี่คือความพยายามที่จะตำหนิอย่างผิดๆ ว่าประเทศไทยประกาศบังคับใช้สิทธิโดยไม่ร้องขอใช้สิทธิจากผู้ทรงสิทธิเสียก่อน
"สิ่งที่เกิดขึ้นแสดงถึงความเห็นแก่ตัวอย่างยิ่งของผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เพราะพวกเขารู้ตั้งแต่แรกว่าภายใต้กฎระเบียบขององค์การการค้าโลกประเทศไทยไม่ต้องเจรจาขอใช้สิทธิก่อนการประกาศบังคับใช้สิทธิ"
รอเบิร์ตระบุว่า การกระทำของสำนักผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ช่างน่ารังเกียจเพราะในรายงานประจำปีตามมาตรา 301 ระบุว่า สหรัฐฯ สนับสนุนปฏิญญาโดฮาว่าด้วยทริปส์และการสาธารณสุขอย่างหนักแน่น แต่เมื่อประเทศประเทศหนึ่งใช้สิทธิของตัวเองภายใต้ WTO และทำหน้าที่ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชน เพื่อจัดหายาที่มีความสำคัญให้กับคนในประเทศแต่การตอบสนองของสำนักผู้แทนการค้าสหรัฐฯไม่เพียงไม่ร่วมแสดงความยินดีแต่กลับข่มขู่ด้วยการย้ายเป็นประเทศที่ถูกจับตาเป็นพิเศษ
การกระทำของสำนักผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ช่างน่าละอายเพราะบ่อนทำลายการสาธารณสุขการใช้กลไกตามกฎหมายเพื่อให้เกิดการแข่งขันด้วยการนำเข้ายาชื่อสามัญเพื่อแข่งกับยาต้านไวรัสและยาโรคหัวใจที่ราคาแพงเกินจริง ประเทศไทยแสดงให้โลกเห็นว่าประเทศให้ความสำคัญกับชีวิตของคนเหนือการค้า ประเทศไทยแสดงความชัดเจนอย่างยิ่งที่จะนำงบประมาณที่ประหยัดได้ไปใช้เพื่อขยายการเข้าถึงยาจำเป็นของคนไทย แต่สารที่สำนักผู้แทนการค้าสหรัฐฯส่งมา คือประเทศไทยควรยกเลิกการกระทำดังกล่าว ยิ่งแย่กว่านั้นคือการส่งสัญญาณไปยังประเทศอื่นๆ อย่าหาญกล้าที่จะเดินตามประเทศไทยถ้อยแถลงระบุ
เว็บไซท์ของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ
http://www.ustr.gov/ ....อ่านต่อ
|