การทำงานล่วงเวลาทำให้ LAPD
บางรายรับปีละกว่า 2 แสนดอลลาร์
จากการรายงานฝ่ายควบคุมการเงิน(A City Controller)ทราบว่าในปีงบประมาณที่ผ่านมามีเจ้าหน้าที่ตำรวจแอลเอพีดี 8 คนตั้งแต่จ่าไปถึงร้อยตำรวจโทรับเงินรายได้ไปกว่า 2 แสนดอลลาร์ อาทิเช่นจ่าคนหนึ่งรับไป 240,000 ดอลลาร์
ในจำนวนนี้เป็นเงินค่าทำงานล่วงเวลา(overtime)131,000 ดอลลาร์ อีกรายหนึ่งเงินเดือน
101,900 ดอลลาร์แต่ได้รับโอเวอร์ไทม์เพิ่มอีก 105,800 ดอลลาร์
นโยบายการจ่ายเงินโอเวอร์ไทม์อันเนื่องมาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่พอ
ปัจจุบันมีเจ้าหน้าที่ 9,500 คน ทำให้ตำรวจต้องทำงานเพิ่ม โดยมีงบประมาณด้านโอเวอร์ไทม์
62 ล้านดอลลาร์ตลอดปีงบประมาณปัจจุบันสิ้นสุด ณ วันที่ 30 มิถุนายน
2007
ทราบว่าในปีงบประมาณ 2007-2008 หัวหน้าตำรวจวิลเลียม
แบรตตั้น กำลังขอเพิ่มงบประมาณโอเวอร์ไทม์อีก 13 ล้านดอลลาร์ โดยกล่าวว่าปัจจุบันตำรวจที่รับใหม่ในช่วงปีหรือสองปีแรกจะยังคงศึกษาอบรมและฝึกปฏิบัติหน้าที่อยู่วิทยาลัยตำรวจ
แอลเอพีดีอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานโอเวอร์ไทม์ได้ถึงวันละ
12 ชั่วโมง กำหนดให้สัปดาห์ละ 3 วัน และยังเป็นการป้องกันไม่ให้ตำรวจไปหาลำไพ่พิเศษหรือ second job จึงเป็นเหตุให้จ่าตำรวจบางรายได้รับเงินจำนวนมาก เพราะตรวจสอบพบว่าเขาทำงานสัปดาห์ละ
75 ชั่วโมง แทนที่จะเป็น 40 ชั่วโมง อย่างไรก็ตามแอลเอพีดีกล่าวว่าเงินได้จากโอเวอร์ไทม์ส่วนหนึ่งแอลเอพีดีจะได้คืนจากกระทรวงความมั่นคงภายในหลังจากแอลเอพีดีส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจไปรักษาความเรียบร้อยที่
LAX
นโยบายของนายแอนโทนิโอ วิลลาไรโกซา นายกเทศมนตรีแอลเอซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของ
LAPD กำลังจะเพิ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจอีก 1,000 รายในรอบ 5 ปีข้างหน้า โดยใช้งบประมาณจากการเพิ่มจัดเก็บค่าธรรมเนียมขยะมาช่วยว่าจ้างตำรวจ
การตรวจสอบของฝ่ายควบคุมยังพบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจ 8 รายทำเงินได้มากกว่าเงินเดือนของนายจ้างคือนายกเทศมนตรีที่มีค่าจ้างอัตราปีละ
200,500 ดอลลาร์ นอกจากนี้ยังพบว่าตำรวจ LAPD ในยศระดับต่ำลงมายังมีรายได้มากกว่าหัวหน้าเชอร์รีฟ(deputy chiefs)เพราะหน่วยงานนี้ไม่ได้รับอนุญาตให้มีโอเวอร์ไทม์
สำหรับเจ้าหน้าที่จากฝ่ายดับเพลิงได้รับอนุญาตให้มีโอเวอร์ไทม์ได้
ในจำนวนนี้ 18 รายทำเงินโอเวอร์ไทม์ได้มากกว่าค่าจ้างประจำ กล่าวคือบางรายมีฐานรายได้ปีละ
93,800 ดอลลาร์ แต่เมื่อรับโอเวอร์ไทม์แล้วจะได้รับ 205,700
ดอลลาร์ และเมื่อบวกกับเงินอื่นแล้วเช่นประกันภัย,เงินชดเชยต่างๆทำให้รับเงินไปปีละ
300,000 ดอลลาร์
FTA เขตการค้าเสรีระหว่างสหรัฐกับเกาหลีใต้คืออะไร
เมื่อวันที่ 2 เมษายนสหรัฐและเกาหลีใต้ลงนามในเขตการค้าเสรีหรือที่เรียกว่า
FTA ( Free Trade Agreement) ผลที่ตามมาก็คือการตัดภาษี,ยกเลิกกำแพงกีดขวางการนำเข้าหรือมาตรการต่างๆโดยใช้ทั้งด้านอุตสาหกรรม,อาหารและการบริการ
ฝ่ายวิเคราะห์ของเกาหลีบอกว่าจะเกิดผลดีในหลายด้านต่อเกาหลีเอง
อาทิเช่นการตัดภาษีหมายถึงราคารถยนต์จะถูกลง โดยเฉพาะตลาดรถยนต์ในประเทศเกาหลีเอง
ฌอง-มารี ฮูติเกร์
CEO บริษัท Renault แห่งเกาหลีใต้เชื่อว่าการตัดภาษีครั้งนี้จะช่วยให้ตลาดรถยนต์จำหน่ายได้มากขึ้นเป็นการกระตุ้นตลาดผู้บริโภค
โดยเฉพาะรถที่มีเครื่องยนต์ขนาด 2 ลิตรขึ้นไป
แต่การตัดภาษีกลับไม่ได้ช่วยรถยนต์ฮุนไดที่มีโรงงานในสหรัฐ
ส่งผลให้บริษัทKia Motors เตรียมหันไปตั้งโรงงานผลิตในเกาหลีแทน
อย่างไรก็ตามการจัดทำ FTA ของสองประเทศอย่าเพิ่งดีใจเป็นคำเตือนจากฝ่ายวิเคราะห์ของ
Merrill Lynch เพราะสงครามราคารถยนต์ระหว่างญี่ปุ่นกับเกาหลีจะเกิดขึ้นแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถยนต์ญี่ปุ่นที่ผลิตในโรงงานสหรัฐและส่งไปจำหน่ายเกาหลีใต้
ปี 2006 สหรัฐส่งออกรถยนต์สู่เกาหลีใต้ 26.2 % ของการส่งออกทั้งหมด ส่วนเกาหลีใต้จำหน่ายรถยนต์ของตนในตลาดสหรัฐได้ประมาณ
700,000 คันในปีเดียวกัน
ตามสัญญา FTA สหรัฐจะต้องยกเลิกกำแพงสินค้ารถยนต์ขนาด 3,000 ซีซีหรือเล็กกว่านี้รวมทั้งอะไหล่รถยนต์จากเกาหลี
นอกจากนี้ในระยะเวลา 3 ปีข้างหน้าจะต้องยกเลิกกำแพงรถยนต์ที่ขนาดเครื่องยนต์ใหญ่กว่า
3,000 ซีซี และอีก 10 ปีสำหรับรถปิ๊กอัพ ในทำนองเดียวกันเกาหลีใต้ต้องยกเลิกกำแพงนำเข้ารถยนต์อเมริกัน
ยกเว้นรถพลังงานผสม( hybrid cars) แต่ภายใน 10 ปีข้างหน้าจะต้องยกเลิกกำแพงรถพลังงานผสม
เกาหลีใต้จะต้องจัดเก็บภาษีรถยนต์
5 % ทั้งประเภทนำเข้าและประเภทผลิตในประเทศ หรือสรุปก็คือลดภาษีรถยนต์ทั้งหมด
เมื่อปี 2006 เกาหลีใต้นำเข้ารถยนต์จากสหรัฐ 11.2 %
จากยุโรป 58.6 % และจากญี่ปุ่น 30.1 % ....อ่านต่อ
|