----------------------------------------------คลิกที่รูปเพือดูรูปใหญ่------------------------------------------
การสู้คดีกฎหมายอิมมิเกรชั่น
คดีกำลังเป็นที่สนใจในสหรัฐปัจจุบันก็คือเมื่อประมาณกรกฎาคมปี
2006 เจ้าหน้าที่เมือง Hazleton รัฐเพนซิลเวเนียใช้กฎหมายที่ผ่านโดยสภาเมืองแห่งนี้ชื่ อ Illegal Immigration Relief
Act เพื่อปรับเจ้าของบ้านเช่าหากให้คนอยู่อย่างผิดกฎหมายเช่า
รวมทั้งปฏิเสธไม่ต่อใบอนุญาตให้บริษัทที่จ้างผิดกฎหมายทำงาน
นอกจากนี้ผู้เข้าก่อนเช่าบ้านจะต้องไปลงทะเบียนไว้ที่ซิติ ฮอลล์ก่อน
จากนั้นกลุ่มฮิสแปนิกร่วมกับสหภาพเพื่อเสรีภาพของพลเมืองอเมริกัน(ACLU)ยื่นฟ้องโดยระบุว่ากฎหมายของเมืองนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือที่เรียกว่า
unconstitutional เป็นเหตุให้ผู้พิพากษาสั่งห้ามบังคับใช้กฎหมายจนกว่าการไต่สวนคดีจะสิ้นสุดลง ซึ่งคาดว่าเมื่อเริ่มการไต่สวนคดีในวันที่
12 มีนาคมอีก 2 สัปดาห์ผู้พิพากษาคงชี้ขาดได้
Witold "Vic" Walczak ทนายความจาก ACLU เปิดคดีต่อผู้พิพากษาเมื่อวันที่ 12 มีนาคมว่ายังไม่มีหลักฐานอะไรที่นายกเทศมนตรีเมืองนี้กล่าวว่าผู้อยู่ผิดกฎหมายเข้ามาทำลายคุณภาพของชีวิตแห่งเมืองนี้ หรือถึงแม้ว่าผู้อยู่อย่างผิกดกฎหมายจะเข้ามาอยู่อาศัย
แต่ก็ไม่ได้ทำให้ระบบยุติธรรมเปลี่ยนแปลงไป
คนแรกที่ขึ้นให้การในฝ่ายของกลุ่มฮิสแปนิกคือผู้นำฮิสแปนิกชื่อ
Dr.
Agapito Lopez อายุ 63 ปี้เป็นแพทย์เกษียณแล้วกล่าวว่าเขาได้รับจดหมายข่มขู่
แม้กระทั่งเพื่อนบ้านที่อยู่ด้วยกันมานานก็ไม่เป็นมิตรกับเขาอีกต่อไป
ในขณะที่อาจารย์คริส โคบ๊าค(Kris
Kobach)อาจารย์สอนกฎหมายอยู่มหาวิทยาลัยมิสซูรี่รับเป็นทนายความให้กับเมือง Hazleton เปิดคดีว่าเมืองแห่งนี้ยินดีต้อนรับผู้อพยพหากจะเริ่มตั้งแต่ประวัติศาสตร์ศตวรรษที่
19 ก็มีชาวไอริชอพยพเข้ามาอยู่ จนกระทั่งต้นศตวรรษที่ 20 ชาวอิตาเลียนเข้ามาอยู่
และในช่วงทศวรรษที่ 1980-1990 ก็มีชนเชื้อชาติฮิสแปนิกอพยพเข้ามาอยู่
แต่ในปี 2000 ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนแปลงไปเพราะเมืองนี้เริ่มเห็นการประกอบอาชญากรรมใหม่ๆขึ้นมา
เขช่นในปี 1994 มีคดีฆาตกรรมเกิดขึ้น 1 คดี เป็นการกระทำของผู้อยู่อย่างผิดกฎหมาย
จากนั้นคดีเกิดขึ้นอีก 5 คดีในปี 2005 ต่อปี 2006 เป็นการกระทำของผู้อยู่ผิดกฎหมายเช่นกัน
จากเอกสารของซิตี้ระบุว่าตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิปี 2006 มีคดีที่เกิดจากการกระทำของผู้อยู่อย่างผิดกฎหมาย
47 คดี ทำห้ซิตี้ต้องเสียเงินค่าจ้างล่วงเวลาแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ
นอกจากนี้ยังพบว่าผู้อยู่อย่างผิดกฎหมายที่ถูกจับกุม 1 ใน 3
เป็นผู้ค้ายาเสพติด ทำให้ซิตี้ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาและค่าการศึกษาเพิ่มขึ้น
พร้อมกันนี้ทนายของวิตี้ยังระบุว่าสภาคองเกรสพร้อมให้รัฐบาลมลรัฐและรัฐบาลท้องถิ่นปฏิบัติตามกฎหมายอิมมิเกรชั่น
ในปี 1996 สภาคองเกรสยังระบุว่าก่อนที่ทุกคนจะยื่นขอสิทธิประโยชน์จากรัฐ
จะต้องตรวจสอบสถานภาพการอยู่อาศัยเสียก่อน
เทศบัญญัติหรือกฎหมายของซิตี้ดังกล่าวถูกยื่นฟ้องเป็นระลอก
อาทิเช่นที่เมือง Escondido รัฐแคลิฟอร์เนีย ศาลรัฐบาลกลางระบุว่าการปรับเจ้าของบ้านพักที่ให้คนอยู่ผิดกฎหมายเช่าอยู่ถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ส่งผลให้เมืองนี้ต้องล้มเลิกกฎหมายฉบับน้และยอมเสียเงิน 90,000
ดอลลาร์ให้กับทนายความผู้ว่าคดีให้เจ้าของบ้าน
ที่เมือง Valley Park รัฐมิสซูรี
ผู้พิพากษาบาร์บาร่า วอลเลซ สั่งระงับใช้เทศบัญญัติโดยเห็นว่ามี
ช่องโหว่มากเพราะมีเป้าหมายที่จะเล่นงานบรรดาธุรกิจและเจ้าของบ้านพักเกินไป
ปัจจุบันมีมากกว่า 100 ซิตี้ใน
27 รัฐที่กำลังพิจารณาออกกฎหมายลักษณะต่อต้านผู้อยู่อย่างผิดกฎหมาย
นับตั้งแต่ลงโทษบริษัทจ้างผู้อยู่อย่างผิดกฎหมายทำงานไปจนถึงการประกาศให้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาของทางการ
ดังนั้นเราก็จะต้องติดตามผลของคดีว่าจะปรากฎออกมาอย่างไรบ้าง
คนโคตรรวยอันดับ 3 ของโลก
ปีเดียวทำเงิน 19 พันล้านดอลลาร์
คาร์ลอส สลิม (Carlos Slim) ชาวแม็กซิกันที่ร่ำรวยอับดับ 3
ของโลก จัดโดย Forbes magazine
เมื่อปี 2006 ปีเดียวเขาทำเงินได้เพิ่มถึง 19 พันล้านดอลลาร์
เขามั่งคั่งเป็นอันดับ 3 รองจากนายบิล เกตส์และวอร์เรน บัฟเฟตต์
ธุรกิจของเขาเป็นการผูกขาดกล่าวคือเริ่มจากกิจการโทรศัพท์ที่รับสัมปทานจากรัฐบาลโดยจัดตั้งบริษัท
Telmex นำไปสู่การจัดตั้งบริษัทอื่นๆตามมาอาทิเช่นบริษัทโทรศัพท์มือถือใหญ่ที่สุดในละตินอเมริกา,ธนาคาร,บริษัทอินเตอร์เน็ต,บริษัทนายหน้า,บริษัทประกันภัย,บริษัทจำหน่ายอุปกรณ์เกี่ยวกับน้ำมันดิบ,ห้างสรรพสินค้าและภัตตาคาร
คนเม็กซิกันทั่วไปเพิ่มความมั่งคั่งให้เขาไม่ว่าจะใช้โทรศัพท์,ซื้อโทรศัพท์มือถือ,เดินไปช้อปปิ้งในห้างสรรพสินค้า ขณะเดียวกันอัตราค่าโทรศัพท์ก็แพงขึ้น แม้ว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในเม็กซิโกประชาชนจะได้รับเฉลี่ยชั่วโมงละ
50 เซนต์ ส่วนคนยากจน(แบบดักดาน)จะมีรายได้วันละประมาณ
22 เปโซหรือ 2 ดอลลาร์สหรัฐ
ประเมินว่าเขามีประมาณ 49 พันล้านดอลลาร์
สลิม อายุ 67 ปีเป็นลูกของชาวเลบานิสในเม็กซิโก
บริษัท Telefonos de Mexico SA ควบคุมสายโทรศัพท์ 90
% ของประเทศ ทำเงินปี 2006 รวม 15.9 พันล้านดอลลาร์ บริษัท America
Movil SA ควบคุมกิจการโทร.มือถือ 70 % ในเม็กซิโก
ปี 2006 ทำเงิน 21.6 พันล้านดอลลาร์
การผูกขาดของเขาทำให้เขาจี้มาติดๆกับบิล เกตส์ เจ้าพ่อไมโครซอฟท์(56
พันล้านดอลลาร์)และวอร์เรน บัฟเฟตต์ (52 พันล้านดอลลาร์)
ล่าสุดเขาประกาศสยายปีกเข้าสู่ธุรกิจด้านสุขภาพรวมทั้งจะทำโครงการคอมพิวเตอร์ราคาถูกแก่คนในชนบท
บริษัทTelmex
ก็เป็นสปอนเซอร์ด้านการศึกษาและโครงการสังคมต่างๆ โดยบริจาคเป็นกองทุนไว้
4 พันล้านดอลลาร์ ....อ่านต่อ
|