สมภารฝรั่งเซ้งโบสถ์ไปซื้อ BMW
เรื่องของศาสนจักรไม่ว่าที่ไหนดูเหมือนเป็นสิ่งลึกลับซ่อนเร้น
ไม่มีใครกล้าแตะต้อง เมื่อไม่นานมานี้แอ๊ด คาราบาว ก็แต่งเพลงสมภารเซ้งโบสถ์ขึ้นมาร้อง กรณีของโบสถ์คริสต์ที่รัฐแคลิฟอร์เนียก็เช่นกัน
เหตุเกิดที่เมืองริปอน(Ripon)
เมืองนี้อยู่ตอนกลางรัฐแคลิฟอร์เนีย มีโบสถ์อยู่หลายโบสถ์ในจำนวนนั้นก็มี
First Congregational Church ซึ่งมีพระแรนดอล
เรดิก (Pastor Randall Radic)
อายุ 54 ปี เป็นสมภารอยู่ที่โบสถ์นี้
ไม่มีใครรู้เพราะถือว่าพระหรือบาดหลวง (Pastor ใช้เรียกกันมากในหมู่นิกายโปรแตสแตนท์)จะต้องทรงศีลอย่างเคร่งครัด
จนกระทั่งเมื่อปีเศษๆที่ผ่านมาทุกคนจึงรู้เรื่องเมื่อท่านเรดิกยอมรับสารภาพว่าได้ทรยศ(betray)ต่อศรัทธาของผู้คน ด้วยการนำโบสถ์แห่งนี้ออกขาย
จากนั้นก็ใช้เงินที่ได้มาไปซื้อรถเก๋ง BMW
สีดำ,คอมพิวเตอร์แลปท็อป รวมทั้งประพฤติอื่นๆที่กลายเป็นคนบาปขึ้นมาทันที
นายเดวิด แพรเตอร์ ประธานบอร์ดของโบสถ์แห่งนี้กล่าวว่า
พวกเราไม่เคยรู้เรื่องอะไรเลยเกี่ยวกับพฤติกรรมของบาดหลวง จนกระทั่งธนาคารโทร.มาแจ้งให้ทราบว่า
บาดหลวงซื้อรถ
BMW คันใหม่เอี่ยมออกมาขับ แล้วก็ขับรถคันนั้นเฉิดฉายในถนนเมนหรือถนนหลักของเมือง
คดีนี้ศาลตัดสินให้จำคุกบาดหลวง 16 เดือน ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาทนายความของอดีตบาดหลวงผู้นี้แจ้งแก่ผู้สื่อข่าวว่าเขาไม่ต้องจำคุกอีกต่อไป
เพราะติดมาแล้ว 6 เดือนในระหว่างรอการพิจรณาคดี สาเหตุเพราะนายเรดิกยินดีที่จะขึ้นให้การคดีฆาตกรรม
ในช่วงนี้คดีความเรื่องทรัพย์สมบัติของโบสถ์ก็ยังเป็นเรื่องฟ้องร้องกันอยู่ โดยมีบาดหลวงจูดี้ เอ็ดเวิร์ด เข้าไปรับหน้าที่แทนตั้งแต่ปี
2006
สำหรับนายเรดิกนั้นได้รับการยอมรับนับถือมากทีเดียวในเมืองที่มีประชากรประมาณ
14,000 คน เป็นเมืองที่เรียกว่าเขตเพาะปลูกของรัฐแคลิฟอร์เนียหรือ
the San Joaquin Valley อยู่แยกออกไปทางเหนือของฟรีเวย์สาย 5 และเข้าไปที่สาย 99 ผ่านไปทางเบเคอร์ฟิลด์โน่นล่ะ
สมาชิกของโบสถ์ส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงอายุคือระดับ 80,90
และบางคนก็ร่วม 100 ปี ทำให้นายเรดิกเป็นดาวเด่นของโบสถ์เพราะยังหนุ่มแน่น
เมื่อเทียบกับสมาชิกโบสถ์
สำหรับโบสถ์นี้สร้างมาได้ 90 ปี ทำด้วยไม้ ส่วนนายเรดิกอาศัยอยู่บ้านพักที่ห่างออกไป
2-3 บล็อค แต่ก็เป็นสมบัติของโบสถ์
ทุกคนให้ความไว้วางใจนายเรดิก แต่เขากลับทรยศหมดสิ้น
พฤติกรรมของเขามีดังนี้
ประการแรกเขาปลอมเอกสารระบุว่าให้เขาเป็นผู้จัดการทรัพย์สิน
สามารถนำโบสถ์ไปค้ำประกันเพื่อนำเงินออกมาใช้ส่วนตัวได้ 2 แสนดอลลาร์
จากนั้นยังทำเอกสารปลอมว่ามีอำนาจเต็มในการขายโบสถ์และขายไป
525,000 ดอลลาร์
ต่อมาฝ่ายสืบสวนเริ่มสืบถึงรถ BMW ราคา 102,000 ดอลลาร์ ทำให้นายเรดิกหลบหนีไปอยู่เดนเวอร์ จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ไปควบคุมตัวกลับมาได้
เขาถูกจับกุมเมื่อปี 2005
เมื่อเข้าไปอยู่ในคุกเพื่อรอการพิจารณาคดีนายเรดิกได้พบกับรอย
เจอรัลด์ สมิธ(Roy Gerald Smith) ผู้ต้องโทษคดีลวนลามทางเพศและฆาตกรรมผู้หญิง
คดีของนายสมิธมีโทษถึงขั้นประหารชีวิต นายเรดิกนำเรื่องการสารภาพของนายสมิธขึ้นเก็บไว้ในอินเตอร์เน็ต
ครั้นอดีตบาดหลวงผู้นี้ได้ชิ้นปลามัน เรียบร้อยเขาก็นำเรื่องไปต่อรองกับอัยการว่าเขาจะรับสารภาพ
แต่จะต้องถูกปล่อยจากคุก รวมทั้งอัยการจะต้องไม่เอาโทษเขาในอีก
9 ข้อหาคดีอาญาเพื่อเขาจะได้ ขึ้นให้การเอาผิดนายสมิธ
ในระหว่างการรอการระวางโทษจำคุก(Sentencing)
อยู่นี้เขาอาศัยอยู่สบายๆในบ้าน จากนั้นก็เริ่มขึ้นเว็บไซท์เพื่อเล่าเรื่องชีวิตของเขา
พร้อมทั้งติดต่อไปยังสำนักพิมพ์ต่างๆที่จะเขียนหนังสือให้เล่มหนึ่งชื่อว่า "SNITCH"
รวมทั้งจะบอกเรื่องราวว่าเขาโกงโบสถ์อย่างไร
เขาโฆษณาไปว่าหนังสือเล่มนี้เป็นบันทึกความทรงจำเปรียบเสมือนคัมภีร์ไบเบิ้ลใหม่ แต่ก็ไม่มีสำนักพิมพ์ไหนสนใจ จนกระทั่งเมื่อเดือนมกราคม
2007 เขาตกลงจะขายหนังสือชื่อThe Sound of Meat บอกว่าเป็นบันทึกความทรงจำที่เป็นจริง ปัจจุบันเขายังอยู่เมืองริปอน
เขาเขียนขึ้นเว็บไว้ว่า ดังนั้นคุณคงอยากจะรู้ว่าผมอยู่ค่ายไหน ระหว่างความเป็นนักบุญ(
Saint)หรือคนบาป(or ... Sinner?)
ข้อเขียนนี้โพสไว้พร้อมกับมีรูปเกือบเปลือยกายของสตรีติดอยู่ด้วย
จากนั้นเป็นภาพของนายเรดิกที่กำลังนั่งดื่มและสูบบุหรี่
เขากล่าวต่อว่าความจริงนี้มันค่อนข้างจะซับซ้อน มันจะนำไปสู่หัวใจของมนุษย์และท้าทายใครก็ตามที่ติดตามเพื่อค้นหาความจริง
กล่าวสำหรับความยุ่งยากของโบสถ์ เมื่อปีที่แล้วโบสถ์ได้รับโฉนดกลับคืนมา
ทำให้สมาชิกโบสถ์สามารถเข้าไปทำกิจกรรมทางศาสนาได้ตามปกติ แต่ก็ยังติดค้างชำระค่าธรรมเนียมอีกกว่า
1 หมื่นดอลลาร์ ซึ่งนักอสังหาริมทรัพย์ที่ซื้อโบสถ์จากนายเรดิกเป็นเจ้าหนี้
ส่วนบาดหลวงคนใหม่ทุกวันนี้ยังนอนอยู่ motor home
นอกจากนี้นายเรดิกยังถูกฟ้องร้องจากนักค้าอสังหาริมทรัพย์ที่ซื้อโบสถ์ไปจากเขา
บริษัทโฉนดที่รับประกันเงินกู้จากผู้เซ็นขาย ตลอดจนผู้ลงทุนอสังหาริมทรัพย์และผู้ทำ notary public ฐานที่นายเรดิกปลอมแปลงโฉนดมาให้พวกนี้จัดการ คดีต่างๆเหล่านี้อาจสิ้นสุดลงเมื่อเขารับสารภาพและจะขึ้นให้การเอาผิดนายสมิธ
เรื่องนี้กล่าวได้ว่าอดีตบาดหลวงมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวทีเดียว
แทนที่จะติดคุกและได้รับโทษอีก 9 คดี กลับไม่ต้องติดคุกแถมคดีทั้ง
9 ก็เจ๊ากันไป
8 ผู้แอพพลายเป็นพลเมืองอเมริกันยื่นฟ้องฐานล่าช้า
มายา แฮร์ริส แห่งสหภาพเพื่อสิทธิพลเมืองอเมริกา( ACLU of Northern California)ได้ยื่นฟ้องเอฟบีไอและกระทรวงความมั่นคงภายในต่อศาลรัฐบาลกลางในนามของผู้ถือใบเขียว 8 คนร่วมกับ which filed the Asian
Law Caucus และ
the Council on American-Islamic Relations เขต Bay Area ระบุว่ารัฐบาลจะต้องตัดสินใจให้ความเป็นพลเมืองอเมริกันแก่ผู้ได้รับการสัมภาษณ์ภายใน
120 วัน หากไม่เป็นไปตามนี้ถือว่าขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญว่าด้วยเรื่องสิทธิ
คริสโตเฟอร์ เบนท์ลี่ย์ โฆษกของสำนักงานพลเมืองและบริการผู้อพยพแจ้งว่าการตรวจสอบประวัติผู้แอพพลายถือเป็นเหตุผลสำคัญด้านความมั่นคงของประเทศ เพราะเชื่อว่าสังคมอเมริกันคาดหวังว่าสำนักงานคงไม่ปล่อยให้คนไม่มีคุณสมบัติครบถ้วนได้เป็นพลเมืองอเมริกัน
ปัจจุบันสำนักงานจะต้องตรวจสอบประวัติผู้คนปีละ 35 ล้านคนและเสร็จสิ้นภายใน
9 เดือน แต่หากพบว่าผู้ใดต้องสอบเพิ่มเติมอาจใช้เวลาหลายปี
ซานา จาลิลิ วัย 26 ปีเกิดที่ปากีสถานปัจจุบันเป็นแม่ลูกสองเดินทางมาอยู่สหรัฐตั้งแต่อายุ
15 ปี เธอยื่นแอพพลายเป็นพลเมืองอเมริกันในปี 2003 มีการพิมพ์ลายนิ้วมือ,ผ่านการสอบประวัติอาชญากรรมและสัมภาษณ์เสร็จสิ้นเมื่อกันยายน
2004 หากเป็นไปตามขั้นตอนเธอจะต้องได้รับการแปลงสัญชาติอย่างสมบูรณ์ภายใน
3 เดือน แต่ปัจจุบันรอมาเกือบ 3 ปีแล้วทุกอย่างยังไม่เสร็จ
เมื่อสอบถามไปเขาก็บอกว่าจะต้องนำไปตรวจสอบประวัติ แต่ฉันอยากทราบว่ามันใช้เวลาเท่าไหร่ที่จะต้องตรวจสอบประวัติอีกเธอกล่าว
เช่นเดียวกับ ยินาน ฉาง อายุ 32 ปีเดินทางเข้าสหรัฐอย่างถูกกฎหมายปี
1995 อาศัยอยู่ซาน
ฟรานซิสโก ยื่นแอพพลายในปี 2001 ผ่านการสอบพลเมืองกันยายน
2002 นับแต่นั้นมาก็รอผลการสอบประวัติจาก FBI ซึ่งยังไม่เสร็จ
ด้วยความล่าช้าดังกล่าวจึงมีการฟ้องร้องเกิดขึ้น....อ่านต่อ
|