งบประมาณรายจ่ายประเทศสหรัฐ
ประจำปี 2008 รวม 2.9 ล้านล้านดอลลาร์
เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ จอร์จ บุช ประธานาธิบดีสหรัฐได้เสนอร่างกฎหมายงบประมาณรายจ่าสยประจำปี
2008 ต่อสภาคองเกรสรวม 2.9 ล้านล้านดอลลาร์ (trillion)หรือเพิ่มขึ้น 4.9 % จากที่วางไว้ล่วงหน้า
2.78 ล้านล้านดอลลาร์ แน่นอนได้รับการต่อต้านจากพรรคเดโมแครตผู้คุมเสียงข้างมากทั้งสองสภารวมทั้งสมาชิกพรรครีพับลิกันบางส่วน
ร่างงบประมาณดังกล่าวเสนอให้ลดภาษีที่เก็บจากคนอเมริกันเป็นเงิน
1.6 ล้านล้านดอลลาร์ในรอบ 10 ปีข้างหน้า
นอกจากนี้ในรอบ 5 ปีข้างหน้ารัฐบาลจะลดค่าใช้จ่ายเพื่อการรักษาพยาบาล(Medicare)และค่ายารักษาโรค(Medicaid) 78 พันล้านดอลลาร์
นายเคนท์ คอนราด ประธานกรรมาธิการการเงินวุฒิสภา(D-N.D.)ชี้ว่าร่างงบประมาณนี้เต็มไปด้วยหนี้ ไม่เป็นไปตามความเป็นจริงและนำอเมริกาไปสู่เส้นทางที่ผิด ทางด้านนายจอห์น สแปรตต์ ประธานกรรมาธิการงบประมาณสภาผู้แทน(D-S.C.) ตนยังสงสัยว่าพรรคเดโมแครตจะสนับร่างงบประมาณนี้หรือ และจะประหลาดใจหากพรรครีพับลิกันยังติดอยู่กับร่างงบประมาณนี้
ส่วนวุฒิสมาชิก จั๊ดด์ เกรก สมาชิกพรรครีพับลิกันในคณะกรรมาธิการงบประมาณเห็นด้วยกับเดโมแครตและยังวิจารณ์ว่าร่างบบประมาณนี้พรรครีพับลิกันเป็นห่วงเรื่องภาษี
ในขณะที่พรรคเดโมแครตเป็นห่วงเรื่องการควบคุมการใช้จ่าย
จอร์จ บุช เองขอร้องให้ดูในรายละเอียดของงบประมาณก่อน
โดยเชื่อว่าภายใน 5 ปีข้างหน้างบประมาณจะลงตัวเพราะเชื่อในวินัยการใช้เงิน
สาเหตุหลักเป็นเพราะสงครามอิรักทำให้รัฐบาลจอร์จ บุช
ต้องเสนอเพิ่มงบประมาณให้กระทรวงกลาโหม 624.6 พันล้านดอลลาร์(เพิ่ม
12 %) หรือมากกว่า 1 ใน 5 ของงบประมาณทั้งหมดในปี 2008 เพิ่มจากงบประมาณปี
2007 ที่ตั้งไว้ 600.3 พันล้านดอลลาร์
นับเป็นครั้งแรกที่งบกลาโหมแจงรายละเอียดว่างบประมาณที่จะใช้ในสงครามอิรักและอัฟกานิสาถนรวม
141.7 พันล้านดอลลาร์รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงและทดแทนอุปกรณ์ที่สูญเสียในสงคราม
ส่วนงบในปี 2009 ตั้งไว้เพื่อสงครามอิรักและอัฟกานิสถาน 50 พันล้านดอลลาร์
หลังจากนั้นไม่มี
ส่งผลให้ผู้สื่อข่าวคาดว่าว่าบุชน่าจะวางแผนในการถอนทหารและยุติสงคราม
แต่เขาปฏิเสธว่ายังไม่มีกำหนดเพราะหากกำหนดถือว่าเป็นการส่งสัญญานผิดๆไปยังศัตรูรวมทั้งการต่อสู้เพื่อประชาธิไตยในอิรักตลอดจนกองทัพที่กำลังสู้รบอยู่
งบประมาณนี้ขาดดุลย์(deficit)อยู่ 244 พันล้านดอลลาร์หรือลดลงจากงบประมาณปี 2007 ที่ติดลบอยู่
248 พันล้านดอลลาร์ และเมื่อเริ่มปีงบประมาณซึ่งเริ่มวันที่
1 ตุลาคมจะลดเหลือ 239 พันล้านดอลลาร์ จากนั้นจะลดลงเรื่อยๆจนงบประมาณเกินดุลย์(surplus) 61 พันล้านดอลลาร์ในปี
2012
กลุ่มที่จะได้รับผลประโยชน์จากงบประมาณก็คือกลุ่มประกันสุขภาพหรือ health care providers ซึ่งบริการคนสูงอายุและคนพิการอเมริกัน 43 ล้านคน ในรอบ 5 ปีจะประหยัดได้ 66
พันล้านดอลลาร์ โดยเงินจำนวนนี้จะไปเอากับผู้ประกันที่มีรายได้สูง อย่างไรก็ตามประโยชน์ทางด้านประกันสุขภาพก็จะตกไปยังคนอเมริกันที่ไม่มีประกัน
โดยรัฐบาลจะอนุญาตให้ลดหย่อนภาษีเงินได้ 15,000 ดอลลาร์เพื่อนำเงินจำนวนนี้ไปซื้อประกันสุขภาพ
นอกจากนี้จอร์จ บุชยังจะเพิ่มเงินช่วยเหลือแบบให้เปล่าทางการศึกษาที่เรียกว่า Pell grant แก่นักศึกษารายได้น้อย ปัจจุบันจะได้รับรายละ 4,050 ดอลลาร์ต่อปีเป็น 4,600
ดอลลาร์
งบประมาณรายจ่ายของประเทศส่วนใหญ่ 44 % ตกมายังที่เรียกว่าค่ารักษาพยาบาล,ค่ายารักษาโรคและเงินประกันสังคม(Medicare, Medicaid
,
Social Security) เพราะเป็นข้อบังคับของกฎหมาย
เมื่อแจงรายละเอียดแล้วจะพบว่าบริษัทใหญ่ๆของอเมริกันจะได้ประโยชน์จากงบประมาณนี้มากที่สุดอาทิเช่นบริษัท Boeing Co. มีบริษัทลูกชื่อ Science
Applications International Corp. ได้รับสัมปทาน 3.7 พันล้านดอลลาร์เพื่อพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ในรถถัง
บริษัทHalliburton Co. (นายดิ๊ก เชนีย์ รองประธานาธิบดีสหรัฐเคยถือหุ้น) มีบริษัทลูกคือKBR เป็นอันดับ
6 ในการทำสัญญารับเหมาจากกองทัพจะได้รับมากสุด ทำหน้าที่ขนส่งลำเลียงและก่อสร้างในสงครามได้กำไร
61 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้วหรือเพิ่ม 13 %
นอกจากนี้กลุ่มบริษัทพลังงานยังจะได้รับประโยชน์เมื่อรัฐบาลมีเป้าหมายให้หันไปใช้พลังงานอื่นทดแทนน้ำมัน
ดังนั้นกลุ่มผู้ผลิตพลังงานที่เรียกว่า cellulosic ethanol จะได้ประโยชน์มาก น้ำมันเอธานอลประเภทนี้จะผลิตจากข้าวโพด,หญ้าและสิ่งปฏิกูลจากพืชเกษตร
งบประมาณที่ใช้ในการพัฒนาพลังงานเอธานอลจะตกไปยังบริษัทพลังงานเช่น Horizon Wind Energy บริษัทจากฮิวสตันเป็นการลงทุนของกลุ่ม Goldman Sachs Group Inc.,นอกจากนี้ยังมีบริษัท Iogen Corp.,ตั้งอยู่เมืองอ๊อตตาวา ประเทศแคนาดาและบริษัท Sun Edison LLC, ตั้งอยู่บัลติมอร์ผู้ผลิตแผ่นรับแสงจากดวงอาทิตย์หรือ solar panels เพื่อแปลงเป็นพลังงาน
บริษัทผลิตเอธานอลอื่นๆอาทิเช่น
Archer
Daniels Midland Co. แห่งดีเคเตอร์ รัฐอิลลินอยส์ถือว่าเป็นผู้ผลิตน้ำมันเอธานอลจากข้าวโพดใหญ่ที่สุดในโลกก็จะได้รับผลตอบแทนที่ดี
รวมไปถึงบริษัท VeraSun Energy แห่งเมือง Brookings รัฐเซาท์ ดาโกต้าและบริษัทPacific Ethanol Inc. แห่งเมืองเมดีร่า รัฐแคลิฟอร์เนีย
การหันไปใช้ข้าวโพดแปลงเป็นพลังงานเอธานอลเกิดผลกระทบต่อบริษัทผู้เลี้ยงสัตว์ปีกอาทิเช่น
Tyson Foods Inc. และ Pilgrim's Pride Corp. ทำให้ราคาข้าวโพดแพงขึ้น อาหารสัตว์ก็แพงขึ้น เมื่อเร็วๆนี้คนแม็กซิกันออกมาประท้วงตามท้องถนนเพราะราคาตอร์ติลลาหรือตอร์เตี๊ยะที่ผลิตจากข้าวโพดแพงขึ้นมาก
สำหรับรัฐนิวยอร์กถือว่าได้รับชัยชนะจากการต่อสู้ของฮิลลารี
คลินตัน เพราะงบประมาณได้ตั้งไว้ 2 พันล้านดอลลาร์เพื่อให้ซิตี้และรัฐนิวยอร์กเป็นเครดิตภาษีในการนำเงินมาก่อสร้างทางรถไฟต่อเชื่อมระหว่าง Lower Manhattan ถึงสนามบิน John F. Kennedy International Airport โครงการนี้จะทำให้เกิดการสร้างวงานถาวร 68,000 ตำแหน่งทั้งใน Lower Manhattan และในดาวน์ทาวน์
Brooklyn และทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนปีละ
10.4 พันล้านดอลลาร์
ประเมินเศรษฐกิจสหรัฐตามร่างกม.งบประมาณปี 2008
ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ(Gross Domestic Product) $14.711 ล้านล้าน
เศรษฐกิจเติบโต (real GDP) 3.0 %
อัตราเงินเฟ้อ 2.6 %
อัตราการว่างงาน 4.8 %
อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรกระทรวงคลังประเภท 91 วัน 4.6 %
งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2008 รายกระทรวง
กระทรวงเกษตร 90.9 พันล้านดอลลาร์
กระทรวงพาณิชย์ 6.7 พันล้านดอลลาร์
กระทรวงกลาโหม 625.6 พันล้านดอลลาร์
กระทรวงศึกษาธิการ 62.6 พันล้านดอลลาร์
กระทรวงพลังงาน 21.7 พันล้านดอลลาร์
สำนักงานพิทักษ์สิ่งแวดล้อม(EPA)7.1 พันล้านดอลลาร์
กระทรวงสาธารณสุข 699 พันล้านดอลลาร์
กระทรวงความมั่นคงภายใน 34.6 พันล้านดอลลาร์
กระทรวงเคหะและพัฒนาเขตเมือง 36.2 พันล้านดอลลาร์
กระทรวงมหาดไทย 10.1 พันล้านดอลลาร์
กระทรวงยุติธรรม 23.3 พันล้านดอลลาร์
กระทรวงแรงงาน 50.4 พันล้านดอลลาร์
กระทรวงการต่างประเทศ 37.4 พันล้านดอลลาร์
กระทรวงคมนรคม 67.4 พันล้านดอลลาร์
กระทรวงการคลัง 525.9
พันล้านดอลลาร์
สำนักงานทหารผ่านศึก 84.4 พันล้านดอลลาร์
สำนักงานประกันสังคม 655.6 พันล้านดอลลาร์
สำนักบริหารอวกาศและอากาศยานแห่งชาติ 17.3 พันล้านดอลลาร์
สภานิติบัญญัติ 4.8 พันล้านดอลลาร์
ศาลยุติธรรม 6.7 พันล้านดอลลาร์
สำนักงานวิศวกรรม 4.8 พันล้านดอลลาร์
สำนักงานอื่นๆ 148.7 พันล้านดอลลาร์
....อ่านต่อ
|