----------------------------------------------¤ÅÔ¡·ÕèÃÙ»à¾×Í´ÙÃÙ»ãËè------------------------------------------
รถเก๋งเล็กเข้าสู่ตลาดมากขึ้น
บริษัท
DaimlerChrysler
AG ซึ่งเป็นผู้ผลิต Mercedes-Benz นำรถ The Smart "fortwo" ออกแสดงในงานมหกรรมรถยนต์นานาชาติอเมริกาเหนือประจำปี
2007 พร้อมกับประกาศว่าจะสู่ตลาดสหรัฐในปี
2008 ทำให้ผู้เข้าชมสนใจอย่างยิ่งเพราะรถขนาดนี้ทำให้หาที่จอดได้ง่าย
รถสมาร์ทนำออกสู่ตลาดยุโรปในปี
1998 มีคนยุโรปใช้อยู่ประมาณ
7.7 แสนคัน ปัจจุบันมี
4 รุ่นรวมทั้งขนาด
4 ที่นั่งและรถเก๋งเปิดประทุน ในปีแรกที่นำสู่ตลาดแคนาดาบริษัทคาดว่าจะขายได้ประมาณ
1,500 คัน แต่จริงๆแล้วขายได้มากถึง
4,000 คัน
รถรุ่นนี้ความยาว
2.5 เมตร( 8 ฟุต
2 นิ้ว)น้ำหนักประมาณ
990 กิโลกรัม(2,180
ปอนด์)ถือเป็นรถเล็กขนาดครึ่งหนึ่งของความยาวรถ Hummer, Ford Expedition และน้ำหนักน้อยกว่า
3 เท่าตัวของรถยนต์เหล่านี้ ดังนั้นปัญหาเรื่องความปลอดภัยเมื่อแล่นเทียบกับรถใหญ่ๆในสหรัฐจะเกิดความปลอดภัยหรือไม่? แต่เชื่อว่าด้านการตลาดจะทำให้รถรุ่นนี้จำหน่ายได้ไม่น้อย
ในงานเดียวกันบริษัท General Motors Corp. เสนอแนวคิดใหม่แก่ผู้ใช้รถยนต์หลังจากรถไฟฟ้า(electric car)ไม่ได้รับความนิยมโดยออกแบบ the Chevrolet Volt มาแทนซึ่งใช้น้ำมันน้อยหรือไม่ใช้เลย
โดยจะใช้แบตเตอร์รี่แทนและสามารถรีชาร์จได้ในระหว่างขับ
แนวคิดผลิตรถ The Volt ก็คือให้แล่นได้
40 ไมล์โดยใช้พลังงานจากไฟฟ้า
เพราะปัจจุบันคนอเมริกันจะขับรถโดยเฉลี่ยวันละ
40 ไมล์หรือตกปีละ
15,000 ไมล์ เมื่อรถดังกล่าวไม่ต้องใช้น้ำมันจะทำให้ประหยัดได้ปีละ
500 แกลลอน
บริษัท GM เคยเสนอรถไฟฟ้าที่เรียกว่า EV1 เป็นการทดลองสู่ตลาดในปี
1996 แต่เมื่อถึงปี
2003 ก็ยุติการทดลองหันมาหา
The
Volt ซึ่งใช้แบตเตอร์รี่เล็กกว่า,ชาร์จเร็วขึ้น,บรรทุกผู้โดยสารได้หลายคนและความเร็วอยู่ในมาตรฐานของไฮเวย์ ยีเอ็มเชื่อว่าพลังงานนี้จะเข้ามาเป็นคู่แข่งของรถ
Hybrid ที่ผลิตโดยโตโยต้าได้
ทัศนคติคนอเมริกันกับรถยนต์อเมริกัน
สำนักข่าวเอ.พี.- AOL เปิดเผยข้อมูลการสำรวจทัศนคติของคนอเมริกันเกี่ยวกับการใช้รถยนต์อเมริกันพบว่าคนอเมริกันมอบความไว้วางใจให้กับรถยนต์ผลิตญี่ปุ่นมากกว่า แม้ว่าบริษัทใหญ่ของอเมริกัน
3 บริษัทประกอบด้วย General Motors Corp., Ford
Motor Co. และ the Chrysler Group Autos จะพยายามเปลี่ยนแนวคิดด้านทัศนคติแก่คนอเมริกันก็ตาม
แต่ทว่าไม่ต้องกับความเป็นจริง
ความไว้วางใจของผู้ใช้รถจะทำให้อุตสาหกรรมรถยนต์อเมริกันไปรอด
นี่ก็เป็นหตุผลหนึ่ง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการแสดงมหกรรมรถยนต์นานาชาติอเมริกาเหนือประจำปี
2007 ซึ่งเริ่มเปิดให้สาธารณชนเข้ารับชมได้ตั้งแต่วันที่
13 เป็นต้นไปรวม
2 สัปดาห์จะเป็นสมาตรวัดอันสำคัญ
ปัญหาของรถยนต์อเมริกันเริ่มจากช่วงทศวรรษ
1960 ต่อมาถึงต้น
1970 เมื่อรถยนต์ญี่ปุ่นเสนอขนาดเล็กเข้าสู่ตลาด
ประหยัดน้ำมันที่สำคัญเป็นรถที่พึ่งพิงได้
เมื่อรถยนต์ญี่ปุ่นเสนอรถรุ่นหรูหราขึ้นมา
ทำให้ความไว้วางใจของผู้ใช้สูงตามไปด้วย และเมื่อหันไปยังรถยุโรป คนหนุ่มสาวก็ให้ความสนใจมากทีเดียวเพราะมันปราดเปรียวไม่เหมือนกับรถอเมริกันเทอะทะที่รุ่นพ่อ-แม่ใช้กันอยู่
การสำรวจครั้งนี้ยังพบว่า
44 % เห็นว่ารถยนต์ญี่ปุ่นดีที่สุด 29 % มองว่ารถอเมริกันดีที่สุด
ส่วน 15 % มอบให้กับรถเยอรมัน
เมื่อสอบถามว่าโรงงานผลิตรถยนต์ยี่ห้ออะไรดีที่สุด
คำตอบคือโตโยต้า
25 % General
Motors 21 % และฮอนด้า
17 %
นาย Pat Goeglein วัย 51 ปีทำงานด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อาศัยอยู่ใกล้แอล.เอ.ให้ความเหนว่า
็นว่า”รถยนต์ที่ดีที่สุดผลิตโดยญี่ปุ่นหรืออาจจะเป็นรถ BMW จากเยอรมนี
รถยนต์เหล่านี้ใช้ได้นาน เมื่อคิดจะใช้รถยนต์ผมจะต้องคิดถึงความประหยัด”
เมื่อถามว่าหากมีการวางแผนซื้อรถคันต่อไปจะซื้อรถผลิตจากที่ไหน
17 % บอกว่าจะซื้อรถผลิตจากต่างประเทศ ส่วน 39 % บอกว่าจะซื้อรถอเมริกัน
อีก 44 % บอกว่าจะซื้อรถผลิตจากที่ไหนก็ไม่มีความแตกต่างกัน
การจะซื้อรถยนต์ยังขึ้นอยู่กับอายุอีกด้วย
6 ใน 10 คนที่ตอบคำถามมีอายุ
30 ปีหรืออ่อนกว่ายินดีที่จะซื้อรถยนต์จากต่างประเทศหรือรถยนต์อเมริกันก็ได้
ผู้ใช้รถยนต์ที่ผลิตจากต่างชาติ
85 % ตอบว่าเขาพอใจกับรถยนต์ที่เขาใช้มาก
ส่วนคนใช้รถยนต์อเมริกัน
8 ใน 10 คนบอกว่าพอใจรถของตัวเองมาก
ทางด้านการรับรู้ของคนอเมริกันนั้นมีความเข้าใจว่ารถยนต์ต่างประเทศผลิตได้ดีกว่ารถอเมริกัน
แต่เชื่อว่ารถยนต์อเมริกันผลิตได้คุณภาพใกล้เคียงกับรถยนต์ญี่ปุ่นและยังมีมาตรฐานสูงกว่ารถยุโรปโดยรวม ที่สำคัญรถยนต์ต่างประเทศเมื่อใช้แล้วและนำออกขายยังได้ราคา
ปัจจุบันดีลเลอร์จำหน่ายรถอเมริกันพยายามนำลูกค้าเข้าโชว์รูมไม่เพียงแต่จะเสนอขายรถบรรทุกเท่านั้น
แต่ยังเสนอรถยนต์ที่ได้รับความนิยมจากอดีตอาทิเช่นรถ Ford Mustang และยังแนะนำรถรุ่นใหม่เช่น Chevy Malibu ที่จะนำเข้ามาทดแทนรถรุ่นเก่าๆที่เคยผลิตในอดีต
การสำรวจยังพบว่าคนอเมริกันประเภทใช้แรงงาน (the blue-collar
population)นิยมใช้รถบรรทุกของอเมริกันมากกว่า โพลพบว่า
51 % ของกลุ่มผู้มีการศึกษาระดับไฮสคูลหรือต่ำกว่าชอบที่จะใช้รถอเมริกันมากกว่า
ส่วนคนระดับการศึกษาคอลเลจ
31 % ชอบใช้รถอเมริกัน
ยิ่งไปกว่านั้นยังพบว่าในช่วงปี
1998 ผู้ถือหุ้นบริษัทรถยนต์อเมริกัน
7 ใน 10 รายเริ่มขายหุ้นที่ถืออยู่ออก
สาเหตุเพราะคนเหล่านี้มีอายุมากขึ้นและถือเป็นกลุ่มคนที่ให้ความไว้วางใจรถยนต์อเมริกัน
ปัจจุบันคนพวกนี้ไม่ใช่กลุ่มผู้ซื้ออีกต่อไป ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่บริษัทรถอเมริกันต้องหันมาปลุกคนรุ่นใหม่ให้สำนึกในการใช้รถยนต์อเมริกันต่อไป
การสำรวจทั้งหมด
1,004 รายระหว่างวันที่
19-21 ธันวาคม 2006
โพลเสีย บวก-ลบ
3 % รายละเอียดเพิ่มเติมเข้าไปดูได้ที่
Ipsos:
http://www.ap-ipsosresults.com ....ÍèÒ¹µèÍ
|