รถเก๋ง Smart รุ่นใหม่สำหรับสองคนเปิดแสดงที่ the North American International Auto Show ที่ Cobo Hall เมืองดีทรอยส์ รัฐมิชิแกนพร้อมกับประกาศว่าจะสู่ตลาดสหรัฐปี 2008 ได้รับความสนใจมาก(AFP/File/Stan Honda)
รถเก๋ง Toyota Yaris 2007 แสดงในงานเดียวกันเป็นรถขนาดเล็กที่สนับสนุนให้คนหนุ่มสาวใช้กันมากขึ้น เหตุหนึ่งมาจากราคาน้ำมันแพง  (AP Photo/Toyota Motor Co., file) 

----------------------------------------------¤ÅÔ¡·ÕèÃÙ»à¾×Í´ÙÃÙ»ãË­è------------------------------------------

รถเก๋งเล็กเข้าสู่ตลาดมากขึ้น

บริษัท DaimlerChrysler AG ซึ่งเป็นผู้ผลิต Mercedes-Benz นำรถ The Smart "fortwo" ออกแสดงในงานมหกรรมรถยนต์นานาชาติอเมริกาเหนือประจำปี 2007 พร้อมกับประกาศว่าจะสู่ตลาดสหรัฐในปี 2008 ทำให้ผู้เข้าชมสนใจอย่างยิ่งเพราะรถขนาดนี้ทำให้หาที่จอดได้ง่าย รถสมาร์ทนำออกสู่ตลาดยุโรปในปี 1998 มีคนยุโรปใช้อยู่ประมาณ 7.7 แสนคัน ปัจจุบันมี 4 รุ่นรวมทั้งขนาด 4 ที่นั่งและรถเก๋งเปิดประทุน ในปีแรกที่นำสู่ตลาดแคนาดาบริษัทคาดว่าจะขายได้ประมาณ 1,500 คัน แต่จริงๆแล้วขายได้มากถึง 4,000 คัน

  รถรุ่นนี้ความยาว 2.5 เมตร( 8 ฟุต 2 นิ้ว)น้ำหนักประมาณ 990 กิโลกรัม(2,180 ปอนด์)ถือเป็นรถเล็กขนาดครึ่งหนึ่งของความยาวรถ Hummer, Ford Expedition และน้ำหนักน้อยกว่า 3 เท่าตัวของรถยนต์เหล่านี้ ดังนั้นปัญหาเรื่องความปลอดภัยเมื่อแล่นเทียบกับรถใหญ่ๆในสหรัฐจะเกิดความปลอดภัยหรือไม่? แต่เชื่อว่าด้านการตลาดจะทำให้รถรุ่นนี้จำหน่ายได้ไม่น้อย

ในงานเดียวกันบริษัท General Motors Corp. เสนอแนวคิดใหม่แก่ผู้ใช้รถยนต์หลังจากรถไฟฟ้า(electric car)ไม่ได้รับความนิยมโดยออกแบบ the Chevrolet Volt มาแทนซึ่งใช้น้ำมันน้อยหรือไม่ใช้เลย โดยจะใช้แบตเตอร์รี่แทนและสามารถรีชาร์จได้ในระหว่างขับ

แนวคิดผลิตรถ The Volt ก็คือให้แล่นได้ 40 ไมล์โดยใช้พลังงานจากไฟฟ้า เพราะปัจจุบันคนอเมริกันจะขับรถโดยเฉลี่ยวันละ 40 ไมล์หรือตกปีละ 15,000 ไมล์ เมื่อรถดังกล่าวไม่ต้องใช้น้ำมันจะทำให้ประหยัดได้ปีละ 500 แกลลอน

บริษัท GM เคยเสนอรถไฟฟ้าที่เรียกว่า EV1 เป็นการทดลองสู่ตลาดในปี 1996 แต่เมื่อถึงปี 2003 ก็ยุติการทดลองหันมาหา The Volt ซึ่งใช้แบตเตอร์รี่เล็กกว่า,ชาร์จเร็วขึ้น,บรรทุกผู้โดยสารได้หลายคนและความเร็วอยู่ในมาตรฐานของไฮเวย์ ยีเอ็มเชื่อว่าพลังงานนี้จะเข้ามาเป็นคู่แข่งของรถ Hybrid ที่ผลิตโดยโตโยต้าได้

ทัศนคติคนอเมริกันกับรถยนต์อเมริกัน

 สำนักข่าวเอ.พี.- AOL เปิดเผยข้อมูลการสำรวจทัศนคติของคนอเมริกันเกี่ยวกับการใช้รถยนต์อเมริกันพบว่าคนอเมริกันมอบความไว้วางใจให้กับรถยนต์ผลิตญี่ปุ่นมากกว่า แม้ว่าบริษัทใหญ่ของอเมริกัน 3 บริษัทประกอบด้วย General Motors Corp., Ford Motor Co. และ the Chrysler Group Autos จะพยายามเปลี่ยนแนวคิดด้านทัศนคติแก่คนอเมริกันก็ตาม แต่ทว่าไม่ต้องกับความเป็นจริง

  ความไว้วางใจของผู้ใช้รถจะทำให้อุตสาหกรรมรถยนต์อเมริกันไปรอด นี่ก็เป็นหตุผลหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการแสดงมหกรรมรถยนต์นานาชาติอเมริกาเหนือประจำปี 2007 ซึ่งเริ่มเปิดให้สาธารณชนเข้ารับชมได้ตั้งแต่วันที่ 13 เป็นต้นไปรวม 2 สัปดาห์จะเป็นสมาตรวัดอันสำคัญ

  ปัญหาของรถยนต์อเมริกันเริ่มจากช่วงทศวรรษ 1960 ต่อมาถึงต้น 1970 เมื่อรถยนต์ญี่ปุ่นเสนอขนาดเล็กเข้าสู่ตลาด ประหยัดน้ำมันที่สำคัญเป็นรถที่พึ่งพิงได้ เมื่อรถยนต์ญี่ปุ่นเสนอรถรุ่นหรูหราขึ้นมา ทำให้ความไว้วางใจของผู้ใช้สูงตามไปด้วย และเมื่อหันไปยังรถยุโรป คนหนุ่มสาวก็ให้ความสนใจมากทีเดียวเพราะมันปราดเปรียวไม่เหมือนกับรถอเมริกันเทอะทะที่รุ่นพ่อ-แม่ใช้กันอยู่

  การสำรวจครั้งนี้ยังพบว่า 44 % เห็นว่ารถยนต์ญี่ปุ่นดีที่สุด 29 % มองว่ารถอเมริกันดีที่สุด ส่วน 15 % มอบให้กับรถเยอรมัน เมื่อสอบถามว่าโรงงานผลิตรถยนต์ยี่ห้ออะไรดีที่สุด คำตอบคือโตโยต้า 25 % General Motors 21 % และฮอนด้า 17 %

  นาย Pat Goeglein วัย 51 ปีทำงานด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อาศัยอยู่ใกล้แอล.เอ.ให้ความเหนว่า

็นว่ารถยนต์ที่ดีที่สุดผลิตโดยญี่ปุ่นหรืออาจจะเป็นรถ BMW จากเยอรมนี รถยนต์เหล่านี้ใช้ได้นาน เมื่อคิดจะใช้รถยนต์ผมจะต้องคิดถึงความประหยัด   

 เมื่อถามว่าหากมีการวางแผนซื้อรถคันต่อไปจะซื้อรถผลิตจากที่ไหน 17 % บอกว่าจะซื้อรถผลิตจากต่างประเทศ ส่วน 39 % บอกว่าจะซื้อรถอเมริกัน อีก 44 % บอกว่าจะซื้อรถผลิตจากที่ไหนก็ไม่มีความแตกต่างกัน

  การจะซื้อรถยนต์ยังขึ้นอยู่กับอายุอีกด้วย 6 ใน 10 คนที่ตอบคำถามมีอายุ 30 ปีหรืออ่อนกว่ายินดีที่จะซื้อรถยนต์จากต่างประเทศหรือรถยนต์อเมริกันก็ได้

 ผู้ใช้รถยนต์ที่ผลิตจากต่างชาติ 85 % ตอบว่าเขาพอใจกับรถยนต์ที่เขาใช้มาก ส่วนคนใช้รถยนต์อเมริกัน 8 ใน 10 คนบอกว่าพอใจรถของตัวเองมาก

  ทางด้านการรับรู้ของคนอเมริกันนั้นมีความเข้าใจว่ารถยนต์ต่างประเทศผลิตได้ดีกว่ารถอเมริกัน แต่เชื่อว่ารถยนต์อเมริกันผลิตได้คุณภาพใกล้เคียงกับรถยนต์ญี่ปุ่นและยังมีมาตรฐานสูงกว่ารถยุโรปโดยรวม ที่สำคัญรถยนต์ต่างประเทศเมื่อใช้แล้วและนำออกขายยังได้ราคา

 ปัจจุบันดีลเลอร์จำหน่ายรถอเมริกันพยายามนำลูกค้าเข้าโชว์รูมไม่เพียงแต่จะเสนอขายรถบรรทุกเท่านั้น แต่ยังเสนอรถยนต์ที่ได้รับความนิยมจากอดีตอาทิเช่นรถ Ford Mustang และยังแนะนำรถรุ่นใหม่เช่น Chevy Malibu ที่จะนำเข้ามาทดแทนรถรุ่นเก่าๆที่เคยผลิตในอดีต

  การสำรวจยังพบว่าคนอเมริกันประเภทใช้แรงงาน (the blue-collar population)นิยมใช้รถบรรทุกของอเมริกันมากกว่า โพลพบว่า 51 % ของกลุ่มผู้มีการศึกษาระดับไฮสคูลหรือต่ำกว่าชอบที่จะใช้รถอเมริกันมากกว่า ส่วนคนระดับการศึกษาคอลเลจ 31 % ชอบใช้รถอเมริกัน

 ยิ่งไปกว่านั้นยังพบว่าในช่วงปี 1998 ผู้ถือหุ้นบริษัทรถยนต์อเมริกัน 7 ใน 10 รายเริ่มขายหุ้นที่ถืออยู่ออก สาเหตุเพราะคนเหล่านี้มีอายุมากขึ้นและถือเป็นกลุ่มคนที่ให้ความไว้วางใจรถยนต์อเมริกัน ปัจจุบันคนพวกนี้ไม่ใช่กลุ่มผู้ซื้ออีกต่อไป ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่บริษัทรถอเมริกันต้องหันมาปลุกคนรุ่นใหม่ให้สำนึกในการใช้รถยนต์อเมริกันต่อไป

  การสำรวจทั้งหมด 1,004 รายระหว่างวันที่ 19-21 ธันวาคม 2006 โพลเสีย บวก-ลบ 3 % รายละเอียดเพิ่มเติมเข้าไปดูได้ที่ Ipsos: http://www.ap-ipsosresults.com  ....ÍèÒ¹µèÍ

 

 
 
 
 
 

 
The Asian Pacific News;Multilingual Weekly Newspaper in USA. หนังสือพิมพ์ ดิ เอเชี่ยนแปซิฟิค    USA Office : 13815 Graystone Ave, Norwalk , CA 90650 TEL ( 562 ) 868 -6339 FAX: (562) 863 - 7820 E-mail: editor@apacnews.netFree Hit Counter
 
Thai Tumbon Paleewog Trading Royal Thai Consulate Royal Thai Embassy Editor USA How to Laws&Immigrations American Ways Interview Columns Once upon the times tupna Society&Business Business Society Special Reports Sports Decoded destiny Letter to Editor Leter From Thailand Cartoon Shopping