ไวน์ชั้นดีสะสมได้ราคาพอๆกับงานศิลปะ
การสะสมศิลปะ,โบราณวัตถุ,เหรียญ,แสตมป์และอื่นๆ
เมื่อถึงเวลาหนึ่งสิ่งสะสมเหล่านี้จะมีมูลค่าเพิ่มเพราะในอนาคตกลายเป็นของหายาก
เช่นเดียวกับการสะสมไวน์ชั้นดีหรือ
premium wines ราคาก็จะเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ มาฟังคำพูดของนาย
Peter
Meltzer ผู้ดูแลคอลัมน์ในนิตยสาร the Wine Spectator Index
เขาเล่าว่าไวน์ชั้นเยี่ยมส่วนใหญ่มักจะมาจากแคว้นบอร์โดซ์และเบอร์กันดีของฝรั่งเศส
ตัวอย่างเช่นไวน์ซึ่งเป็นที่นิยมกันมากตอนนี้นักสะสมจะมองหายี่ห้อ Domaine
de la Romanee-Conti โดย
เฉพาะไวน์
vintages ปี1978,
1985,1990
เมื่อต้นปี
2006 ไวน์ขวดใหญ่ที่เรียกว่า Magnums รวม
6 ขวดของ Burgundy ขายไปได้ $170,375 และไม่กี่สัปดาห์ต่อมาไวน์ยี่ห้อChateau Latour
1955 ขายขวดเดียว(บวกค่าคอมมิชชั่น)ขวดละ $28,440 ทั้งสองอย่างเขาบอกว่าราคาพุ่งพรวดขึ้นไปถึง
262 % จากที่นิตยสารไวน์ประเมินไว้
นิตยสาร World Wealth Report ปี 2003 เคยรายงานไว้ว่าบรรดาพวกเศรษฐีทั้งหลายจะใช้ทรัพย์สมบัติของตนประมาณ
13 % หันไปสะสมหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นงานศิลปะ,ลงทุนในกองทุนรวม(Hedge funds)และลงทุนในอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ
ปีเตอร์
เมลท์เซอร์
ยังยกตัวอย่างอีกว่าปัจจุบันเศรษฐีหันมาสะสมไวน์มากขึ้นตัวอย่างเช่นไวน์
ยี่ห้อ Mouton-Rothschild ปี 1982 เมื่อนำออกสู่ตลาดครั้งแรกราคาเคสละ
400 ดอลลาร์(หรือตกขวดละ
33 ดอลลาร์) ปัจจุบันเมื่อ Sotheby's นำออกประมูลรวม
50 เคสได้เงิน
1.05 ล้านดอลลาร์หรือตกขวดละ
1,750 ดอลลาร์ (เกจิไวน์บอกว่าขวดนี้สะกอร์
100 เต็ม)
คนที่สะสมไวน์ส่วนใหญ่จะเป็นคนมั่งคั่งอาทิเช่นนายหน้าในตลาดหลักทรัพย์,ผู้จัดการกองทุนรวม,นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์,นายธนาคาร,นักธุรกิจผู้สนใจและลุ่มหลงในไวน์
“ แต่คนที่สะสมไวน์(ชั้นดี)ควรเริ่มต้นจากการสะสมในระดับ
5,000 ดอลลาร์ขึ้นไป และควรจะมีรายได้ปีละไม่ต่ำกว่า
7 หลัก (คือนับล้านดอลลาร์ขึ้นไป)เพราะเงินสะสมเหล่านี้จะไปจมอยู่ในไวน์นานพอสมควร” นายเมลท์เซอร์กล่าว
เอ้า ใครสนใจสะสมไวน์ชั้นดีก็เริ่มเสียแต่วันนี้
อีก 10 ปีข้างหน้าอาจจะเพิ่มพูนรายได้แบบสบายๆ
ส่วนเรานั้นสะสมไว้”ดวด”มากกว่าอื่นใด
ความเปลี่ยนแปลงในปีภาษี
2006
เมื่อสัปดาห์ก่อนสำนักงานสรรพากรสหรัฐ(The Internal Revenue Service)ได้ออกคำแถลงถึงการเปลี่ยนแปลงเรื่องลดหย่อนภาษีของปี 2006 ซึ่งสภาคองเกรสเพิ่งจะผ่านร่างปรับเปลี่ยนใหม่เมื่อต้นเดือนธันวาคมจากนั้นประธานาธิบดีจอร์จ
บุช ได้เซ็นเป็นกฎหมายใช้บังคับ จะทำให้มีผลกระทบต่อผู้เสียภาษีประมาณหลายล้านคน กลุ่มคนทั้งเหล่านี้จะได้รับขั้นตอนการลดหย่อนภาษีได้ประมาณเดือนกุมภาพันธ์
2007
ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะเกิดกับการลดหย่อน
3 ประเภทประกอบด้วย
1.ธุรกิจของรัฐและท้องถิ่นที่มี
Sales
taxesในรัฐที่ไม่มีภาษีเงินได้(Income
taxes) 2.ค่าเล่าเรียนสำหรับการศึกษาชั้นสูงและ
3.ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา
บุคคลผู้ต้องเกี่ยวเนื่องกับการลดหย่อนทั้ง
3 ประเภทนี้
นายมาร์ค เอเวอร์สัน
คอมมิชชั่นเนอร์ของ
IRS เสนอให้ยื่นเสียภาษีในระบบ
e-file เพราะมีการอัพเดท Software เรียบร้อยโอกาสที่จะผิด
พลาดเกิดได้น้อยกว่ายื่นในแบบฟอร์ม1040 อีกทั้งยังได้รับเงินคืนรวดเร็วกว่า
อีกประการหนึ่งIRS บอกว่าประมาณ
6 ล้านรายในรัฐที่ไม่มีภาษีเงินได้ของรัฐ(State income taxes)จะได้รับแบบฟอร์ม Form 1040 ประมาณกลางเดือนมกราคมซึ่งจะส่งมาพร้อมกับเอกสารหมายเลข
600(
Publication 600)ซึ่งจะเป็นตารางและบอกขั้นตอนการยื่นเคลมลดหย่อนsales tax
สำหรับPublication 600 นำขึ้นไว้บนเว็บไซท์เรียบร้อยแล้วเข้าไปดูได้ที่ www.irs.gov
ส่วน
Form
1040 ยังไม่ได้มีการอัพเดท
ดังนั้นผู้ที่จะยื่นคเลมลดหย่อนค่าเล่าเรียนในระดับกาศึกษาชั้นสูงและค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาจึงยังไม่อาจยื่นกรอกแบบฟอร์ม
Form 1040A เพื่อขอเคลมลดหย่อนได้ สรุปแล้วก็ต้องยื่นผ่าน
e-file อย่างเดียว
ทางด้านการยื่นขอลดหย่อน Sales tax จะตกประมาณ 11.2
ล้านรายของปีภาษี
2005 ซึ่งอนุมัติให้กับ
9 รัฐยื่นดำเนินการได้ประกอบด้วยรัฐ Alaska, Florida, Nevada, New
Hampshire, South Dakota, Tennessee, Texas, Washington และ Wyoming.
การศึกษาขั้นสูงอนุญาตให้ลดหย่อนได้ถึง
4,000 ดอลลาร์ในค่าหน่วยกิตและค่าธรรมเนียม
(
Tuition and fee costs)จะมีผู้ยื่นเคลมประมาณ 4.7 ล้านราย และค่าใช้จ่ายทางการศึกษาอนุญาติให้บรรดาครูยื่นลดหย่อนได้
250 ดอลลาร์เป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัวที่เรียกว่าSchool supplies จะมีผู้ยื่นเคลม
3.5 ล้านราย สรรพากรสหรัฐแถลงว่าในปีภาษี
2006 นี้คาดว่าจะมีผู้ยื่นเคลมภาษีทั้งหมดประมาณ
136 ล้านราย
อีกเรื่องที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเสียภาษีที่บริจาคด้านการกุศล(Charitable donations) เริ่มในปี 2007 สรรพากรสหรัฐอนุญาตให้ใช้ข้อมูลจากธนาคารมาใช้เป็นหลักฐานในการขอลดหย่อนได้
อาทิเช่นเช็คที่ใช้แล้ว(Canceled checks)
บันทึกรายเดือนจากธนาคารหรือเครดิตยูเนียน
ตลอดจนเครดิต
คาร์ด สเตทเมนต์ที่แสดงให้เห็นถึงชื่อองค์กรการกุศล,วันที่ตลอดจนจำนวนเงินที่ได้บริจาคแก่องค์กรการกุศลนั้นๆ
ไม่เช่นนั้นผู้ยื่นเสียภาษีสามารถที่จะเขียนขึ้นมาเองโดยใช้หลักฐานขององค์กร,วันที่จ่ายเงินและจำนวนเงินที่จ่ายเพื่อเป็นหลักฐานยื่นขอเคลมก็ได้
คำจำกัดความของคำว่าบริจาคด้วยเงิน(Money donations)ให้หมายถึงการบริจาคด้วยเงินสด,เช็ค,การทรานสเฟอร์เงินผ่านระบบอีเลคทรอนิค,การจ่ายด้วยเครดิตคาร์ดหรือการจ่ายด้วยการหักจาก Payroll สำหรับการหักผ่าน payroll ผู้บริจาคจะต้องรักษาหางเช็คไว้พร้อมด้วยสเตทเมนต์ของแบบฟอร์ม W-2 หรือเอกสารอื่นใดที่มีการแสดงชื่อองค์กรการกุศลและจำนวนเงินที่ถูกหัก
ในอดีตผู้ที่บริจาคเงินการกุศลจะมีหลักฐานเฉพาะการบันทึกของธนาคาร,สมุดไดอารี่หรือสมุดโน๊ตตลอดจนวันเวลาของการบริจาค
ซึ่งต่อไปนี้หลักฐานดังกล่าวไม่พอเพียงที่จะมาใช้ในการยื่นเคลมอีกต่อไป
กฎเกณฑ์การยื่นเคลมข้างต้นจะนำมาใช้จากการบริจาคนับตั้งแต่วันที่
17 สิงหาคม 2006
หรือในปี 2007
เป็นต้นไป
นอกจากนี้ยังมีอีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจ
จากร่างกฎหมายที่มีผลเมื่อฤดูร้อนของปี
2006 อนุญาตให้ผู้สูงอายุ
70 ปีครึ่งขึ้นไปและเป็นเจ้าของเงินปลดเกษียณประเภท IRA สามารถส่งเงินมอบโดยตรงแก่องค์กรการกุศลที่ได้รับอนุญาต(Eligible charitable organization
)ถึงปีละ 100,000
ดอลลาร์แต่จะต้องผ่านIRA trustee ทางเลือกนี้เปิดโอกาสให้ในปีภาษี
2006 และปีภาษี
2007 แต่จะไม่อนุญาตแก่โครงการปลดเกษียณที่นายจ้างเป็นสปอนเซอร์แก่ลูกจ้าง
ส่วนองค์กรใดที่มีคุณสมบัติที่จะบริจาคขอให้เข้าไปดูที่เว็บไซท์ของสรรพากรสหรัฐ
www.irs.gov จากนั้นเข้าไปคลิกยัง
search
for charities อย่างไรก็ตามรายชื่อของโบสถ์,วัด,สุเหร่า,และสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนาของชาวยิว( synagogues) หรือองค์กรรัฐบาลต่างๆไม่ได้ใส่รายชื่อไว้
ทว่าองค์กรเหล่านี้ส่วนมากหรือเกือบทั้งหมดถือว่ามีคุณสมบัติที่จะบริจาคให้ได้
....ÍèÒ¹µèÍ
|