การเมืองอเมริกาใต้กับการแบ่งขั้ว
รัฐบาลฝ่ายซ้ายกุมอำนาจเอคควาดอร์
เรื่องที่เกิดขึ้นในทวีปอเมริกาที่น่าสนใจอีกเรื่องก็คือการเมืองในประเทศอเมริกาใต้ รัฐบาลฝ่ายซ้ายเริ่มขึ้นมายึดกุมอำนาจมากขึ้น
ปกติในสมัยเดิมเมื่อพูดถึงฝ่ายซ้ายแล้วมักจะหมายถึงการใช้กำลังเข้ายึดอำนาจรัฐตามแนวความคิดของลัทธิมาร์กซ์,เลนินและเหมา
เจ๋อ ตง แต่ปัจจุบันอาจไม่ใช่เพราะการได้มาซึ่งอำนาจรัฐมาจากการเลือกตั้งที่ให้ประชาชนของประเทศเป็นผู้ตัดสิน เป็นระบบการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยของตะวันตกและของทั่วโลก
เมื่อวันที่
26 พฤศจิกายนมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่ประเทศเอคควาดอร์
เป็นการเลือกตั้งแบบตัวต่อตัวระหว่างนายราฟาเอล
คอร์เรีย กับนายอัลวาโร
โนโบอา เศรษฐีกล้วยหอม
ผลปรากฎว่านายราฟาเอลได้รับชัยชนะจากประชาชนที่มาลงคะแนนเสียง ประชาชนเหล่านี้คือคนยากจน,ประชาชนที่ต้องการการเมืองของประเทศมีเสถียรภาพ
เขาหาเสียงด้วยแนวคิดที่ว่าควรจะลดหนี้ของประเทศยากจน,ตัดความสัมพันธ์บางส่วนจากประเทศผู้ให้กู้ ส่งผลให้เขาเข้ามากุมอำนาจในฐานะรัฐบาลฝ่ายซ้ายอีกประเทศหนึ่งแถมเทือกเขาแอนดีส
ร่วมกับอเมริกาใต้อีกหลายประเทศอาทิเช่นประเทศ
Bolivia, Brazil, Argentina, Chile และ
Venezuela ประเทศเหล่านี้
รัฐบาลออกมาในลักษณะเอียงซ้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อนของเขาคือประธานาธิบดีฮิวโก้
ชาเวซแห่งเวเนซูเอล่า
ประกาศต่อต้านสหรัฐโดยตรง
การหาเสียงของราฟาเอล คอร์เรีย ถือว่ายังหอมหวน เขาให้เหตุผลว่าประชาชนจะต้องลุกขึ้นมาปฏิวัติเพื่อสร้างเครดิตให้กับระบบการเมืองของเอคควาดอร์ที่ไม่มีวินัย เขาเรียกร้องให้เอคควาดอร์ตัดสัมพันธ์กับธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เขาเรียกประธานาธิบดีจอร์จ บุช ว่าเป็นพวกสมองน้อย(dimwitted)
นอกจากนี้ยังเสนอให้มีการลงประชามติทั่วประเทศเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญลดอำนาจของพรรคการเมืองเก่าแก่และจำกัดบทบาทของกิจกรรมกองกำลังทหารอเมริกันในเอคควาดอร์
ตามประวัติแล้วนายราฟาเอล
คอร์เรีย อายุ
43 ปีเรียนจบปริญญาเอกทางด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ เขาประกาศว่าเมื่อเข้ารับตำแหน่งแล้ว
ต่อไปเป็นอำนาจของประชาชนที่จะเข้าบริหารประเทศ
สำหรับคู่แข่งของเขาเป็นมหาเศรษฐีนับตระกูลเคนเนดี้และร้อคกี้เฟลเลอร์ว่าเป็นเพื่อนอีกต่างหาก
นายโนโบอายังไม่ยอมรับว่าพ่ายแพ้
เขาบอกไว้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้น่าจะโกง
จึงเตรียมส่งคนของตนไปแจ้งยังสภาการเลือกตั้งของประเทศ
(
Supreme Electoral Tribunal)ให้มีการเปิดหีบนับคะแนนใหม่
ประเทศเอคควาดอร์ถือว่าใช้ประธานาธิบดีเปลืองที่สุด
นับตั้งแต่ปี
1996 เป็นต้นมามีประธานาธิบดีไปแล้ว
8 คน ในจำนวนนี้
3 คนถูกประชาชนลุกฮือขึ้นขับไล่ให้พ้นจากตำแหน่ง
การหาเสียงของเขายังบอกว่าจะสร้างบ้านพักให้คนยากจน
1 แสนหลัง(Low-cost homes) และยังจะมีเงินโบนัสให้คนยากจน(poverty
bonus) 1.2 ล้านคนเดือนละ
36 ดอลลาร์ต่อคน
นโยบายแจกเงินนี้เขาเลียนแบบจากนโยบายของนายอัลวาโร
โนโบอา
นอกจากนี้ยังอิงแอบไปที่ประธานาธิบดีฮิวโก ชาเวซ แห่งเวเนซูเอล่า และฐานมวลชน ชาเวซเป็นเพื่อนของผม แต่ว่าในบ้านผม เพื่อนผมไม่ได้มีส่วนกำหนดนโยบาย ผมเองในเอคควาดอร์ คนเอคควาดอร์เท่านั้นที่จะกำหนดนโยบายของตัวเอง
เขายังประกาศแข็งกร้าวว่าเขาอาจจะสมัครสมานสามัคคีเป็นอย่างดีกับรัฐบาลเอียงซ้ายอื่นๆในอเมริกาใต้ไม่ว่าจะเป็นประธานาธิบดี
มิเชล มาเชล่
แห่งชิลี,ประธานาธิบดีเนสโตร
เคิร์ชเนอร์
แห่งอาร์เยนติน่าและลุยซ์
อิกนาซิโอ้
ลูลา ดา ซิลวา
แห่งบราซิล ทั้งนี้หากประธานาธิบดีจอร์จ
บุช ทำให้เอคควาดอร์เลวร้ายลง
ในด้านนโยบายการค้าเสรีเขาประกาศจะไม่ทำ
FTA
กับสหรัฐเพราะเห็นว่าการลงนามในสัญญาดังกล่าวจะทำให้ระบบเกษตรกรรม,อุตสาหกรรมปศุสัตว์และสัตว์ปีกของเอคควาดอร์ถูกทำลายลงแน่นอน ถ้าเป็นไปได้เขาบอกว่าเขาจะกลับไปร่วมกับกลุ่มประเทศผู้ส่งน้ำมันออก(OPEC) เพราะเอคควาดอร์สามารถผลิตน้ำมันดิบได้วันละ
535,000 บาเรล
ประเทศนี้ลาออกจากสมาชิกกลุ่มโอเปคเมื่อปี
1993
คอร์เรียประกาศว่าจะแต่งตั้งนักเศรษฐศาสตร์ฝ่ายซ้ายขึ้นเป็นรัฐมนตรีประกอบด้วย
ริคาร์โด้
ปาติโน (Ricardo Patino)และ อัลแบร์โต้
อคอสต้า (Alberto
Acosta)ทำหน้าที่เป็นรัฐมนตรีเศรษฐศาสตร์และรัฐมนตรีพลังงานตามลำดับ
ปัจจุบันเอคควาดอร์เป็นหนี้ต่างชาติอยู่
16.1 พันล้านดอลลาร์ คอร์เรียประกาศว่าจะลดยอดการจ่ายหนี้แก่เจ้าหนี้ลง ส่งผลให้คะแนนเสียงของเขาไม่ดีเท่าใดนักในหมู่นักลงทุน
ต่อมาเขาเริ่มลดเพดานว่าจะดำเนินการนโยบายของตัวเองที่ดูสมานฉันท์ขึ้น
ทำให้คะแนนของเขาเริ่มตีตื้นกลับขึ้นมา
เมื่อปี
2005 เขารับหน้าที่เป็นรัฐมนตรีกระทรวงการคลังของเอคควาดอร์ภายใต้ประธานาธิบดีอัลเฟรโด
พาลาซิโอ้
ซึ่งประธานาธิบดีผู้นี้เข้ามาแทนประธานาธิบดี
ลูซิโอ้ กูเตียเรซ
หลังจากประชาชนออกเดินขบวนประท้วงตามท้องถนน แต่เขาดำรงตำแหน่งเพียง
106 วันก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอีก
สำหรับโนโบอา
เคยลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีมาแล้ว
3 ครั้งใช้นโยบายหาเสียงแบบ
ประชานิยมคือแจกคอมพิวเตอร์,ยารักษาโรคและที่สำคัญแจกเงินเพื่อซื้อเสียง
ภูมิหลังของเอคควาดอร์(Ecuador)ภาษาสแปนิชหมายถึงเส้นศูนย์สูตรหรือ
equator เพราะตั้งอยู่ตรงเส้นพาดของเส้นศูนย์สูตร
ทิศเหนือจดประเทศโคลอมเบีย
และตะวันออกและทิศใต้จดประเทศเปรู
ส่วนทิศตะวันตกจดมหาสมุทแปซิฟิก
เมื่อรวมพื้นที่ทางพื้นดินและหมู่เกาะต่างๆแล้วมีพื้นที่
256,370 ตารางกิโลเมตร
เมืองหลวชื่อเมืองกีโต้(Quito)
เอคควาดอร์เป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติและยังเข้าอยู่ในภาคีของกลุ่มต่างๆอีกเช่น the Rio Group, the Latin American
Economic System, the Latin American Energy Organization, the
Latin American Integration Association และ
The Andean Pact
เอคควาดอร์ก็เหมือนกับประเทศเอเชียและอเมริกาใต้อีกหลายประเทศ
เศรษฐกิจเจอปัญหาเดียวกับโรคต้มยำกุ้งช่วงปี
1997-1999 เพราะในปี
1997 เกิดปรากฎการณ์เอลนิโญ่(El Ni๑o)คือภาวะที่กระแสน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกจากอเมริกาใต้พัดมาไม่ถึงอินโดนีเซีย มีการตีกลับทำให้เอคควาดอร์ถูกน้ำท่วม ขณะที่อินโดนีเซียแห้งแล้ง
อีกทั้งราคาน้ำมันดิบตกต่ำ
เป็นเหตุให้ปี
1999 เศรษฐกิจติดลบ
7.3 % ภาวะเงินเฟ้อพุ่ง
52.2 % และรัฐบาลต้องลดค่าเงิน
65 % เป็นเหตุให้ต้องเข้าไปเป็นลูกหนี้ของไอเอ็มเอฟเหมือนอีกหลายประเทศ
ปัจจุบันมีหนี้สินต่างประเทศกว่า
18 พันล้านดอลลาร์
ประชากรของประเทศ
ณ เดือนกรกรฎาคม
2006 ประเมินว่ามีทั้งสิ้น
13,547,510 คน รายได้ต่อหัวปีละ
4,300 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตามในจำนวนนี้
70 % อยู่ต่ำกว่ามตรฐานของความยากจน
ประชาชนนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาธอลิค
96.8 % บางส่วนเป็นคนคริสเตียนและมีมุสลิมอยู่บ้างเล็กน้อย
จีดีพีของประเทศปีละ
57.23 พันล้านดอลลาร์(ปี
2005) ประเทศนี้มีการส่งออกน้ำมันดิบ,พืชเกษตรกรรมที่สำคัญประกอบด้วยกล้วยหอม,กาแฟ,โกโก้,มะเขือเทศ,มันสำปะหลัง,อ้อย,ปศุสัตว์,แกะ,หมู,เนื้อวัว,ผลิตภัณฑ์นมสด,ไม้,อาหารทะเลทั้งปลาและกุ้ง
เป็นต้น สหรัฐซื้อดอกไม้จากเอคควาดอร์ปีละ
75 % ของผลผลิต
ประเทศที่เอคควาดอร์ส่งสินค้าออกไปยังสหรัฐ
51.1 % เปรู 8 % เยรมนี
4.4 % และโคลอมเบีย
4.3 % (ตัวเลขปี
2005) ....อ่านต่อ
|