----------------------------------------------¤ÅÔ¡·ÕèÃÙ»à¾×Í´ÙÃÙ»ãËè------------------------------------------
นักร้องสไตรยแซนด์นำเสียงเพลง
สู่แฟนเพลงและชนชาวเดโมแครต
เมื่อวันที่
20 พฤศจิกายนที่
the
Staples Center ดาวน์ทาวน์แอล.เอ. นักร้องดังบาร์บาร่า
สไตรยแซนด์
วัย 64 ปี ปิดการแสดงทัวร์ของเธอลง
(Barbra Streisand's 2006 tour)หลังจากทัวร์ร้องเพลงมาได้
16 เมืองในอเมริกาเหนือ
เริ่มตั้งแต่วันที่
4 ตุลาคมที่ฟิลาเดลเฟีย
วันนั้นมีแฟนเพลง
2 หมื่นคนซื้อตั๋วเข้าชมใบละ
750 ดอลลาร์ แน่นอนคอนเสิร์ตครั้งนี้จึงอุ่นหนาฝาคั่งด้วยผู้สนับสนุนและสมาชิกพรรคเดโมแครตตลอดจนนักการเมืองอื่นๆ เป็นที่ทราบกันว่า
สไตรยแซนด์
นักร้องเชื้อสายยิวผู้นี้เป็นแอคทิวิสต์ในด้านเสรีภาพมานาน เธอได้แนะนำประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ
(Speaker
of the House) คนใหม่ แนนซี่
เปโลซี่ ผู้คนลุกขึ้นยืนปรบมืออย่างกึกก้องและยาวนาน
คอนเสิร์ตกินเวลานานกว่า
2 ชั่วโมง เธอยอมรับว่าภาวะความกดดัน(ทางการเมือง)ที่ได้รับนั้นสิ้นสุดลงแล้ว
เพราะพรรคเดโมแครตสามารถยึดกุมส.ส.ทั้งสภาบนและสภาล่างได้เด็ดขาด
จากนั้นก็มีเพลงของเดโมแครต Happy Days Are Here Again ได้รับการบรรเลง
คอนเสิร์ตครั้งนี้ยังมีนักร้องคนอื่นๆอาทิเช่น Barry Manilow มีโพรดิวเซอร์
Quincy Jones ดาราหนัง
Ben Stiller และ
Rob Lowe รวมทั้งนักแสดงออกไปในแนวตลกเช่น Cheech
Marin และ Bill Maher ดาราดังๆหลายคนไปร่วมฟังคอนเสิร์ตอาทิเช่น
ลีโอนาร์โด
ดิคารปริโอ้,ทอม
แฮงก์และ ริต้า
วิลสัน,โกลดี้
ฮอว์นกับเคิร์ต
รัสเซล,ซิดนี่ย์
ปอยเตียร์ตลอดจนอดีตสามีของเธอ
Elliott Gould
การทัวร์ของเธอสนุกแต่หลายคนอยากให้เธอเน้นเรื่องเพลงอย่างเดียวเพราะเธอจะนำการเมืองเข้าไปร่วมด้วย
แน่นอน เป้าหมายก็คือการโจมตีฝ่ายอนุรักษ์อย่างจอร์จ
บุช เช่นที่นิวยอร์กแฟนเพลงผู้ชายคนหนึ่งบ่นว่าเธอนำการเมืองเข้ามามากเกินไป
ทำให้เธอบันดาลโทสะพร้อมกับกล่าวมธุรสวาจาออกไปว่า
"shut the f--- up" แต่ตอนหลังเธอต้องขออภัยที่ได้กล่าวเช่นนั้นออกไป การแสดงที่ฟลอริด้ามีแฟนเพลงคนหนึ่งสาดน้ำใส่เธอ
แต่เธอบอกไปว่าในสังคมอเมริกันทุกคนมีเสรีภาพในการแสดงออกอย่างเต็มที่
ในรอบ 40 ปีที่ผ่านมาคอนเสิร์ตทัวร์ของสไตรยแซนด์ครั้งนี้เป็นครั้งที่สอง
เมื่อแฟนเพลงถามว่าเธอจะจัดทัวร์อีกหรือไม่ได้รับคำตอบว่าอาจจะ
แต่จะเป็นทัวร์ในประเทศรัสเซีย,ยุโรปตะวันตกหรือไม่ก็ประเทศจีน
คราวนี้หันมาทางด้านแนนซี่
เปโลซี่ ประธานสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่
เธอเป็นบุคคลหมายเลข
3 ที่จะขึ้นเป็นประธานาธิบดีหลังจากที่ประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีตายพร้อมกันหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ นี่กำหนดไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญสหรัฐ
ตำแหน่งประธานสภาผู้แทน
ราษฎรภาษาอังกฤษเรียกว่าHouse Speaker (ไม่ใช่โฆษกสภาเหมือนที่หนังสือพิมพ์บางฉบับแปลออกมานะ)
แนนซี่จะรับหน้าที่นี้ในเดือนมกราคม
2007 โดยเธอจะพบกับผู้นำเสียงข้างมากในสภา(House majority leader) สเตนซี่ ฮอยเออร์
ส.ส.แมรี่แลนด์
พรรคเดโมแครต
และผู้นำเสียงข้างน้อยในสภา(House Minority Leader)นายจอห์น โบห์เนอร์
ทั้งนี้ใน
100 ชั่วโมงแรกทั้งสองฝ่ายจะประชุมร่วมในการพิจารณาปัญหาของชนชั้นคนงาน(working-class)และชนชั้นกลาง(middle-class)อเมริกันว่าด้วยการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ,การลดอัตราดอกเบี้ยและพิจารณาลดค่ายารักษาโรคให้ต่ำลงในโครงการ Medicare
ความเคลื่อนไหวทางการเมืองอีกด้านหนึ่งที่น่าสนใจมีการเปิดค่ายผู้ว่าการรัฐขึ้นที่เวสต์
เวอร์จิเนีย
เมื่อวันที่
18 พฤจิยากน
โดยมีผู้ว่าฯใหม่
10 คนและผู้ว่าที่นั่งอยู่ในตำแหน่งแล้ว
14 คนไปประชุมกันนอกรอบ (The retreat) ที่ Greenbrier รีสอร์ต
งานนี้สปอนเซอร์โดยสมาคมผู้ว่าการรัฐ( the National Governors Association)
ทั้งนี้ผู้ว่าฯผิวดำคนแรกของรัฐแมสซาชูเส็ทท์นายดีวาล
แพคทริค กล่าวว่าเป็นเรื่องดีที่ได้ทำความรู้จักเพื่อนร่วมงานที่อยู่รัฐอื่นๆ ภายหลังจากนั้นมีการเปิดแถลงข่าว
โดยเปิดเผยว่าปัญหาคนอพยพหรือ immigration เป็นปัญหาแรกที่ต้องหยิบยกขึ้นมาพูด
หลังจากร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ผ่านสภาในปี
2006 เพราะปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องของรัฐบาลกลางเพียงอย่างเดียว
แต่ส่งผลกระทบแก่ทุกรัฐที่มีผู้อพยพไปอาศัยอยู่
ปัญหาอื่นที่จะหยิบยกขึ้นมาพิจารณาประกอบด้วยการศึกษา,การรักษาพยาบาลและการเตรียมความพร้อมหากเกิดภาวะฉุกเฉินอันเป็นหน้าที่โดยตรงของผู้ว่าการรัฐแต่ละรัฐ
รายละเอียดเพิ่มเติมผลของการประชุมขอแนะนำให้เข้าไปดูได้ที่
Governors
Association: http://www.nga.org/
สหรัฐกับแนวคิด
Go
Home,Go Big และ
Go
Longer
หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์รายงานเมื่อวันที่
20 พฤศจิกายนว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงกลาโหมสหรัฐกำลังวางแนวคิดเกี่ยวกับปัญหาอิรักว่าสหรัฐจะทำอย่างไร
จึงตั้งคำพูดที่ว่า
"Go Home," "Go Big" และ
"Go Longer"
ทั้งนี้ประธานเสนาธิการร่วมคือพลเอกปีเตอร์
เพซ เป็นประธานในการประชุมและสรุปออกมาว่าสหรัฐจะ "Go Big," หรือไม่ แนวคิดนี้คือการเพิ่มกำลังทหารอีกหลายพันคนเข้าสู่อิรัก หรือไม่เช่น
นั้นก็คือ
"Go Home,"หมายถึงการถอนทหารกลับออกมาอย่างรวดเร็ว แต่แนวความคิดนี้เป็นไปไม่ได้เพราะจะทำให้อิรักเกิดสงครามกลางเมืองขนานใหญ่ตามมา
ก็มาถึงแนวคิดที่สามคือ
"Go Long," ด้วยการลดยอดทหารอเมริกันในอิรักลง แต่ฝึกทหารอิรักเพื่อรับผิดชอบต่อประเทศมากขึ้น
โดยทำหน้าที่เป็นเสมือนพี่เลี้ยงให้
ปัจจุบันสหรัฐมีกองกำลังในอิรัก
140,000 คน อาจจะมีการเพิ่มกำลังระหว่าง
20,000-30,000 คน อีกระยะเวลาจำกัด แต่ก็ต้องเผชิญกับการบีบคั้นของพรรคเดโมแครต
โดยพรรคเดโมแครตประกาศว่าภายใน
2-3 เดือนนี้สหรัฐจะต้องลดทหารลงจากอิรัก
ขณะที่ประธานาธิบดีจอร์จ
บุช ประกาศที่อินโดนีเซียในระหว่างเดินทางกลับจากการประชุม
กลุ่มเอเปคที่ฮานอยว่ากำลังทหารสหรัฐจะยังไม่ออกจากอิรัก
จนกว่าประเทศอิรักจะรับผิดชอบด้านความมั่นคงของตัวเองได้
และก็ยังไม่กำหนดระยะเวลาใดๆ
ทางด้านพลเอกยุดโธโยโน
สุสีโล บัมบัง
ประธานาธิบดีอินโดนีเซียให้ความเห็นหลังจากปิดประตูคุยกับจอร์จ
บุชว่าปัญหาอิรักจะต้องกระทำ
3 แนวทางพร้อมกันคือการสร้างความสมานฉันท์ในชาติเพื่อให้มีการปกครองร่วมกันของคนทุกฝ่าย,ร่วมกับนานาชาติในการแก้ปัญหาความมั่นคงและปัญหาการเมืองโดยสหรัฐจะต้องถอนกำลังออกมา
,การนำนานาชาติเข้าไปร่วมฟื้นฟูประเทศหลังสงครามยุติ
ในปัญหานี้จอร์จ
บุช เองก็พบเรื่องภายในพรรคตัวอย่างเช่นนายจอห์น
แมคเคน วุฒิสมาชิกรัฐอริโซน่า(อดีตทหารผ่านศึกเวียดนาม)เห็นว่ากองทหารสหรัฐในอิรักกำลังต่อสู้และกำลังตายในนโยบายที่ล้มเหลว ในขณะที่เฮนรี่
คิสซิงเจอร์
อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศชี้ว่า
“เป็นการชัดเจนแล้วที่ทหารสหรัฐจะชนะศึกในอิรักนั้นไม่อาจเป็นไปได้”
ณ วันที่
17 พฤศจิกายน
2006 สหรัฐมีกองกำลังทหารในอิรัก
141,000 คน มีทหารอเมริกันเสียชีวิตไปแล้ว
2,855 คนและบาดเจ็บ-พิการ
21,678 คน ....ÍèÒ¹µèÍ
|