นโยบายสหรัฐขึ้นอยู่กับผลประโยชน์
ตัดสัมพันธ์-งดกิจกรรมทหารกับไทย
ข่าวจากสำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 24 กันยายน
2006
ว่าหนังสือพิมพ์รายวันสตาร์ แอนด์ สไตรพ์ส หนังสือพิมพ์ทางการของกองทัพสหรัฐอเมริกามีคำสั่งให้ระงับกิจกรรมทางทหารที่ดำเนินในลักษณะชั่วคราวทั้งหมดในประเทศไทย ขณะที่พลเรือเอกวิลเลียม ฟัลลอน ผู้บัญชาการกองบัญชาการกองทัพสหรัฐอเมริกาภาคพื้นแปซิฟิก กล่าวว่าการรัฐประหารในไทยอาจทำให้ความ
สัมพันธ์ระหว่างกองทัพอเมริกันและไทยที่ดำเนินมาเป็นเวลายาวนานต้องถดถอย
ทั้งนี้กองทัพทั้งสองฝ่ายมีความสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างลึกซึ้งและมีการฝึกร่วมทางทหารระหว่างกันไม่น้อยกว่า 40 ครั้งในแต่ละปี เนื่องจากไทยถูกยกระดับความสัมพันธ์เป็นหนึ่งในประเทศพันธมิตรสำคัญนอกกลุ่มนาโต้ (เมเจอร์ น็อน-เนโต อัลลาย) ที่สหรัฐอเมริกาสามารถมีสัมพันธ์ทางทหารเป็นพิเศษได้เพื่อผลในเชิงยุทธศาสตร์ แม้จะไม่ใช่ประเทศที่เป็นสมาชิกในกลุ่มประเทศเพื่อการป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) ก็ตาม
อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ทหารอเมริกันประมาณ 100 นาย ที่ประจำอยู่ในไทยในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ กลุ่มให้ความช่วยเหลือทางทหารร่วมในไทย (เจเอ็นเอจี-ที) จะไม่ตกอยู่ในข่ายต้องระงับการดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวนี้
นายมาร์ก เคิร์ก ส.ส.รัฐอิลลินอยส์ สังกัดพรรครีพับลิกัน ออกโรงเรียกร้องให้กระทรวง
กลาโหมให้ยุติความสัมพันธ์ทางทหารใดๆที่มีกับกองทัพไทยทั้งหมด
หนังสือพิมพ์วอชิงตัน โพสต์ ตีพิมพ์บทบรรณาธิการเรียกร้องให้ยุติความสัมพันธ์ใดๆกับไทยแม้แต่กับรัฐบาลที่ได้รับการแต่งตั้งจาก คปค. จนกว่าจะมีการเลือกตั้ง
ขณะที่นสพ. นิวยอร์ก ไทม์ส ตั้งข้อสังเกตไว้ในวันเดียวกันว่าพิจารณาจากประวัติศาสตร์ของไทยแล้วไม่เคยมีการรัฐประหารครั้งไหนทำให้ประเทศนี้ดีขึ้นเลย
กล่าวได้ว่าทุกคนในโลกนี้มีสิทธิ์ที่จะวิจารณ์และไม่เห็นด้วยในหลักการทำรัฐประหารยึดอำนาจรัฐ แต่หากลองมาพิจารณานโยบายของสหรัฐเกี่ยวกับเรื่องนี้ดู สหรัฐพิจารณาทุกอย่างขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ของตัวเองมากกว่าอื่นใด
กล่าวคือในหลักการสหรัฐเป็นประเทศแม่แบบประชาธิปไตย
มีการเลือกตั้งทุกระดับเพื่อนำตัวแทนประชาชนขึ้นมาบริหารงานตั้งแต่ระดับท้องถิ่นถึงระดับประธานาธิบดี
แต่ในวิธีการแล้วสหรัฐจะต้องรักษาผลประโยชน์ของตัวเองอย่างถึงที่สุด ตัวอย่างมีให้เห็นดังนี้
ในช่วงที่พลเอกเปอร์เวซ
มูสชาราฟ ประธานาธิบดีปากีสถานเดินทางมาเยือนสหรัฐโดยเข้าร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติที่นิวยอร์ก
จากนั้นเข้าพบประธานาธิบดีจอร์จ
บุช ที่วอชิงตันดี.ซี.
ทั้งๆที่มูสชาราฟก็ขึ้นครองอำนาจด้วยการทำรัฐประหารเมื่อ
7 ปีที่แล้ว
โดยไม่เสียเลือดเนื้อเหมือนเช่นคณะคปค.กระทำเมื่อวันที่
19 กันยายน 2006
อาจมีคำถามว่าทำไมรัฐบาลจอร์จ
บุช ยังคงยินยอมต้อนรับนายพลมูสชาราฟ
สาเหตุก็เพราะสหรัฐมีผลประโยน์อยู่ในประเทศปากีสถาน รัฐบาลสหรัฐต้องใช้ปากีสถานเป็นฐานปฏิบัติการทางทหารตั้งแต่กรณีบุกเข้าทำลายเครือข่ายการก่อการร้ายอัล
ไควดะในประเทศอัฟกานิสถาน
จนถึงปัจจุบันจึงไม่สนใจภูมิหลังว่านายพลมูสชาราฟขึ้นสู่อำนาจรัฐด้วยวิธีใด
ในทำนองเดียวกันเมื่อย้อนกลับไปในช่วงสงครามเวียดนามยุคค.ศ.
1960 ต่อ 1970 สหรัฐใช้ประเทศไทยเป็นฐานทัพเพื่อส่งเครื่องบินไปทิ้งระเบิดในเวียดนามเป็นการทำสงครามเพื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์ ส่งทหารเข้ามาพักผ่อนในประเทศไทย
(บางคนมีเมีย-มีลูกกลายเป็นเด็ก
Amerasian ขึ้นมาคือเด็กที่เกิดจากพ่อชาวอเมริกันมีแม่เป็นชาวเอเชียจะพบเห็นได้ในหลายประเทศที่เกี่ยวพันกับสงครามอินโดจีน
เด็กเหล่านี้ส่วนใหญ่กลายเป็นเด็กกำพร้า
สังคมจะต้องรับภาระ)
หนักเข้าสงครามเวียดนามขยายอาณาเขตกลายเป็นสงครามอินโดจีนโดยรวมเอาประเทศเขมรและลาวเข้าไปด้วย สงครามจบลงเมื่อเดือนเมษายน
1975 สหรัฐพ่ายแพ้กลับประเทศ
ระหว่างที่ทำสงครามอินโดจีนอยู่นั้น
รัฐบาลในภูมิภาคอินโดจีนเป็นรัฐบาลเผด็จการทหารทั้งสิ้น ประเทศไทยจอมพลถนอม
กิตติขจร,จอมพลประภาส
จารุเสถียรและคณะเรืองอำนาจ ประเทศเขมรรัฐบาลนายพลลอนนอลเรืองอำนาจ ประเทศเวียดนามรัฐบาลนายพลเหงียน
วันเทียวและนายพลเหงีวยน
เกากี เรืองอำนาจ
ก็ไม่เห็นว่ารัฐบาลสหรัฐต้องการให้ประเทศเหล่านี้จัดการเลือกตั้งตามหลักการของระบอบประชาธิปไตยที่สหรัฐยึดถือแต่อย่างใด
หรือจะยกตัวอย่างอีกกรณีก็ได้เช่นรัฐบาลจีนได้ใช้กำลังทหารบดขยี้กลุ่มเรียกร้องประชาธิป
ไตยที่จัตุรัสเทียน
อัน เหมิน
ทำให้สหรัฐประนามการกระทำครั้งนี้ว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน
แต่ต่อมารัฐบาลจีนอนุญาตให้บริษัทรถยนต์อเมริกัน,บริษัทธุรกิจ-อตุสาหกรรมและอื่นๆเข้าไปลงทุนในจีน
มีการเปิดตลาดให้สินค้าจีนเข้าสหรัฐ ก็ไม่เห็นสหรัฐประนามจีนว่าละเมิดสิทธิมนุษยนอีกต่อไป ดังนั้นจึงสรุปได้ว่านโยบายสหรัฐขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ของประเทศมากกว่าอื่นใด
การแสดงออกของสหรัฐในกรณีลดความสัมพันธ์กับทหารไทยดูแล้วเสมือนปากว่าตาขยิบกล่าวคือ
ประการแรก
ยังคงนายทหารอเมริกันกว่า
100 คนปฏิบัติการในประเทศไทยต่อไปโดยไม่ถอนกลับ ประการที่สองจะต้องแสดงออกว่าไม่ยอมรับการกระทำของคปค.รวมทั้งรัฐบาลใหม่ที่จะถูกแต่งตั้งโดย
คปค.จนกว่าประเทศไทยจะมีการเลือกตั้ง
เรื่องนี้เราต้องเห็นใจอเมริกันเพราะจะต้องแสดงบทบาทของความเป็นแม่แบบประชาธิปไตยให้ชาวโลกได้รับรู้
ส่วนนักวิจารณ์ชาวอเมริกันรวมถึงส.ส. เชื่อว่าหลายคนคงอาจไม่เคยเดินทางไปเมืองไทยหรือศึกษาเนื้อแท้ของเมืองไทย นักวิจารณ์เหล่านี้คิดตามแบบฉบับว่าเมื่อมีการเลือกตั้งแล้ว
นั่นคือประชา
ธิปไตย โดยไม่ได้สัมผัสเนื้อหาอันแท้จริงว่าหลังการเลือกตั้งแล้วรัฐบาลพลเรือนนั้นเป็นเผด็จการทางรัฐสภา หรือไม่ ได้อำนาจมาด้วยการซื้อเสียงเพื่อค้ำจุนอำนาจของตัวเองหรือไม่
ตักตวงผลประ
โยชน์ของส่วนรวมไปสู่กลุ่มและพรรคพวกตนหรือไม่
เมื่อมีองค์กรอิสระเข้าไปตรวจสอบก็ซื้อองค์กรอิสระไว้เป็นพวกของตน
ทำให้คนไทยในประเทศไทยคับแค้นใจ พวกเขามองถึงสิ่งเหล่านี้หรือไม่
นี่ต่างหากคือสิ่งที่นักวิจารณ์จะต้องเข้าไปศึกษาให้ถ่องแท้
รวมทั้งศึกษาถึงประวัติศาสตร์ของสงครามอินโดจีนและสงครามในอัฟกานิสถานปัจจุบันด้วย
จึงจะเห็นภาพรวมเรื่องความสัมพันธ์
ทางด้านทหารของประเทศสหรัฐและประเทศไทย....อ่านต่อ
|