ร้าน Cheesesteak กับภาษาอังกฤษ
นายโจเซฟ
เวนโต้ เป็นลูกหลานผู้อพยพชาวอิตาเลียนเจ้าของห้องอาหารชีสสะเต๊กชื่อดังของฟิลาเดลเฟียชื่อร้าน Geno's Steaks ขึ้นป้ายไว้ประมาณ
6 เดือนหลังจากมีการอภิปรายปัญหาอิมมิเกรชั่นในสภาคองเกรส ป้ายที่ขึ้นไว้ดังนี้
This
is AMERICA: WHEN ORDERING PLEASE SPEAK
ENGLISH. แปลได้ว่า
ที่นี่อเมริกา:เมื่อสั่ง(อาหาร)โปรดพูดภาษาอังกฤษ
ในร้านขึ้นไว้ถึง
2 ปี
เรื่องนี้ร้อนถึงสำนักงานคณะกรรมการมนุษยสัมพันธ์(The city's Commission on Human
Relations)เมืองฟิลาเดลเฟีย ซึ่งนางราเคล
ลอว์ตัน รักษาผู้อำนวยการสำนักงานระบุว่าเป็นเรื่องการเลือกปฏิบัติ
(discrimination) ผิดเทศบัญญัติของซิตี้ในข้อว่าด้วยความเป็นธรรมในทางปฏิบัติ(Fair Practices Ordinance)ที่จะต้องไม่เลือกปฏิบัติในการว่าจ้าง,ในที่สาธารณะและในการเช่าที่พักอาศัย
ทำให้ลูกค้าที่ไม่พูดภาษาอังกฤฆษไม่กล้าเข้าไปในภัตตาคารแห่งนี้
อันเนื่องมาจากเป็นเพราะเชื้อชาติหรือถิ่นเกิด เธอให้เหตุผล
พร้อมกับออกคำสั่งให้ปลดป้ายหรือไม่เช่นนั้นก็จะถูกปรับ
หรือไม่เช่นนั้นเรื่องก็จะไปจบลงที่ศาล
นายเวนโต้อายุ
66 ปีซึ่งเป็นหลานของผู้อพยพชาวอิตาเลียนที่ย้ายมาจากเกาะซิชิลีเมื่อทศวรรษ
1920 กล่าวว่าเขาไม่ได้เลือกปฏิบัติและไม่ได้จงใจทำให้ใครไม่เข้าร้าน
หากจะใส่กุญแจมือเอาเขาไปเข้าคุกเขาก็จะไม่ปลดป้ายนี้ลง และก็ยังไม่เห็นลูกค้าคนไหนต้องหันหลังให้กับนโยบายของร้าน
นายเวนโต้ไม่ลดละ อยากทำอะไรก็ให้เขาทำ
หากมีเรื่องมา
ผมก็รับมือได้
เรื่องภาษาอังกฤษเป็นเรื่องหนึ่งที่บรรจุไว้ในนโยบายของรัฐบาลจอร์จ
บุช ก่อนที่จะให้ใบเขียวแก่บรรดาโรบินฮู้ด
ซึ่งตรงกับร่างกฎหมายของวุฒิสภาที่ผ่านไปแล้วว่า
คนที่จะได้ใบเขียวต้อง
1.เสียค่าธรรมเนียมและค่าปรับ
3,250 ดอลลาร์ 2.เสียภาษีย้อนหลัง
และ 3.ต้องเรียนภาษาอังกฤษ
การเรียนภาษาอังกฤษถือเป็นเรื่องธรรมดาที่คนอยู่ในสังคมที่ใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารกันจะต้องรู้ โดยรัฐจะต้องเป็นผู้จัดห้องเรียนให้ในราคาถูกหรือไม่เสียค่าใช้จ่าย
ซึ่งส่วนใหญ่ตามวิทยาลัยชุมชน
(The Community Colleges) ทำหน้าที่สอนและจัดหลักสูตร
ESL (ภาษาอังกฤษคือภาษาที่สอง)ให้อยู่แล้ว แต่ก็มีหลายคนไม่อยากไปเรียนจึงอาจจะต้องบังคับกันโดยผ่านทางกฎหมายสำหรับผู้ต้องการใบเขียว
อย่างไรก็ตามในความเป็นจริงที่ผ่านมานั้นบางครั้งรัฐบาลก็ไม่อาจบริการได้ทั่วถึงจึงอนุญาตให้มีการใช้ภาษาเดิมของตนเข้ามาเกี่ยวข้อง
โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดการอพยพของผู้คนหลังสงครามทำให้เกิดผู้อพยพต่างชาติ
(Refugees) เข้ามาปักหลักในสหรัฐจำนวนมาก
อาทิเช่นหลังสงครามอินโดจีนมีผู้อพยพชาวเวียดนาม
,เขมรและลาว รัฐบาลจึงยินดีที่จะให้มีการใช้ภาษาเดิมของผู้อพยพควบคู่ไปกับภาษาอังกฤษ
ตัวอย่างเช่นในบัตรลงคะแนนเสียงเลือกตั้งอนุญาตให้ใช้ภาษาต่างๆได้ดังนี้อังกฤษ,จีน,ญี่ปุ่น,เกาหลี,สแปนิช,ตากาล็อค(ฟิลลิปินส์)หรือภาษาเวียดนาม หากไปโรงพยาบาลที่ลองบีช
รัฐแคลิฟอร์เนียก็จะเห็นภาษาเขมรควบคู่ไปกับภาษาอังกฤษเพราะมีคนเขมรอาศัยอยู่ในลองบีชมาก หรือการสอบใบขับขี่ของรัฐแคลิฟอร์เนียก็จะมีภาษาไทยรวมอยู่ด้วย
การไปรักษาพยาบาล
หากมีปัญหาภาษาก็จะมีล่ามคอยช่วยแปลเพื่อความเข้าใจแพทย์จะได้รักษาโรคได้ถูกต้อง หรือหากมีปัญหาการจับกุม ผู้ถูกจับไม่พูดภาษาอังกฤษ
เจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะส่งล่ามภาษานั้นๆไปช่วยแปล
รวมทั้งการขึ้นโรงขึ้นศาลต้องใช้ล่ามของแต่ละภาษาช่วยเพื่อให้เกิดความเข้าใจ
สังคมอเมริกันจึงเป็นสังคมหลากหลายแห่งชนทุกเชื้อชาติมารวมกัน
ดังนั้นการสื่อสารที่จะให้ได้ประสิทธิภาพจะต้องสร้างความเข้าใจอย่างถ่องแท้
เป็นกฎธรรมดาของการสื่อสารกล่าวคือผู้ส่งสารจะต้องส่งไปยังผู้รับสาร
เมื่อรับสารแล้วจะต้องรับทราบและเข้าใจ เพราะบางทีรับทราบ
แต่ไม่เข้าใจ ก็มีเหมือนกัน
ในกรณีของร้าน Geno's Steaks ก็เกินไป
เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องขึ้นป้ายก็ได้
โดยหลักของการค้าแล้ว หากลูกค้าสั่งซื้อสินค้าเขาจะพูดภาษาอะไรก็ได้
ถ้ามีเงินดอลลาร์จ่าย เราเห็นว่าเป็นการเลือกปฏิบัติอย่างแท้จริง
และที่สำคัญยังลืมกำพืดของปู่ย่าตายายตัวเองอีกต่างหาก
คราวนี้ก็อยากจะพูดถึง
cheesesteak เมืองฟิลาเดลเฟียหรือพูดสั้นๆว่าฟิลี่เป็นเมืองที่อยู่ในรัฐเพนซิลเวเนีย
มีชื่อเสียงในการทำ cheesesteaks มากและเป็นบ่อเกิดของอาหารด่วนประเภทนี้
อาหารประเภทนี้เป็นแซนด์วิช
รู้กันในนาม
Philadelphia cheesesteak,
Philly cheesesteak, หรือ steak and cheese ก็เป็นที่รับทราบกัน
การทำ cheesesteak ส่วนใหญ่จะใช้เนื้อที่เรียกว่าริบอายหรือเซอร์ลอย( ribeye
or sirlion steak) ทอดด้วยน้ำมันพืชหรือเนย
จากนั้นใช้ชีสเข้ามาใส่ประกบ
จะเป็น Provolone, American หรือCheese Whiz ก็ได้
แล้ววางในขนมปังอิตาเลียน
เครื่องที่ใส่ประกอบด้วยหัวหอมฝานทอด,พริกหยวกทั้งประเภทเผ็ดและไม่เผ็ดรวมทั้งเห็ด
ยังมีสะเต๊กอีกแบบหนึ่งเรียกว่า
a cheesesteak
hoagie ประเภทนี้จะใส่เครื่องแตกต่างไปประกอบด้วยผักกาดหอม,มันเทศและหัวหอมใหญ่ดิบฝานไว้ข้างเคียง
หากท่านไปสั่งชีสสะเต๊กบอกคนทำว่า
" cheesesteak
without" หมายความว่าท่านไม่รับหัวหอมทอดใส่เข้าไป
ความเป็นมาของซีสสะเต๊กมีเรื่องเล่าว่าในทศวรรษ
1930 นายแพท โอลิวีริ (Pat Olivieri)กำลังทอดสะเต๊กให้กับคนขับแท็กซี่คนหนึ่ง
แต่ชีสเกิดตกลงไปเนื้อที่กำลังทอดนั้น แท็กซี่กลับชอบรสชาติของ cheesesteak ต่อมาในปี 1932 นายแพทจึงเปิดภัตตาคาร Pat's King of Steaks ขึ้นที่ฟิลาเดลเฟีย
จากนั้นก็มีหลายร้านเปิดตามมาไม่ว่าจะเป็นร้าน Pat's, Jim's, Tony Luke's,Chink's, Geno's, Rick's, และ Dalessandro's
ตรงกันข้ามกับร้าน Pat's King of Steaks ก็มีร้าน Geno's (ที่กำลังมีปัญหาเรื่องการปิดป้ายสั่ง
เป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น)เปิดในปี
1966 ร้านลักษณะนี้พ่อของนายโจเซฟเคยเปิดมาก่อนในทศวรรษ
1940 ชื่อร้าน
Jim's
Steaks มาเปิดแข่ง
ร้านอาหารด่วนเหล่านี้จะเปิดตลอด
24 ชั่วโมง และไม่มีที่นั่งในร้าน แต่จะมีที่นั่งรอบๆร้านให้
หากใครอยากนั่งกินในบริเวณนั้น....อ่านต่อ
|