สมมติว่าเนรเทศโรบินฮู้ด
12 ล้านคน
จะต้องใช้ระยะเวลาขนย้าย
5 ปี
เป็นเรื่องน่าสนใจที่ประธานาธิบดีจอร์จ
บุช ออกมาพูดเมื่อวันที่
24 เมษายนต่อที่ประชุม
the Orange County Business Council เมืองเออร์ไวน์ว่าการเนรเทศคนต่างชาติที่อยู่ผิดกฎหมายในสหรัฐประมาณ
12 ล้านคนให้พ้นจากแผ่นดินอเมริกานั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในความเป็นจริงหรือในทางปฏิบัติก็ทำไม่ได้
จอร์จ บุช บอกกับผู้ฟังว่านโยบายของเขาที่เคยเสนอว่าด้วยโครงการคนงานชั่วคราวหรือ temporary workers รวมทั้งการเข้มงวดทางชายแดนยังยืนยันที่จะกระทำเช่นนี้
ส่วนความคืบหน้าเรื่องการพิจารณากฎหมายปฏิรูปอิมมิเกรชั่นนั้นวุฒิสภาสหรัฐจะเริ่มประชุมอีกครั้งตั้งแต่สัปดาห์นี้เป็นต้นไป
หลังจากหยุดพักไป
2 สัปดาห์เพราะเป็นช่วงเทศกาลอีสเตอร์
ประกอบกับวันที่
1 พฤษภาคมนี้กลุ่มสนับสนุนคนต่างชาตินัดหยุดงานเพื่อประท้วงทั่วประเทศ จึงกลายเป็นปัญหาที่ต้องถกเถียงกันอย่างหนักเพราะเรื่องนี้มีทั้งผู้สนับสนุนและกลุ่มคัดค้าน
สนับสนุนให้ร่างกฎหมายของวุฒิสภาผ่านไปบังคับใช้
ทั้งนี้นายบิล
เฟิร์สต์ ผู้นำเสียงข้างมากวุฒิสภาก็ต้องการให้ร่างกฎหมายนี้ผ่านเสร็จสิ้นก่อนวัน
Memorial
Day หรือวันจันทร์สุดท้ายของเดือนพฤษภาคม
การเสนอให้เสร็จสิ้นก็ยังไม่ทราบว่าจะออกหัวหรือก้อยเพราะจะต้องมีการแปรญัตติเพิ่มเติมในหมู่สมาชิกอีก
และคัดค้านร่างกฎหมายของสภาผู้แทนราษฎรที่ให้มีการลงโทษทางอาญาแก่ผู้อยู่อย่างผิดกฎหมายรวมทั้งทำกำแพงกั้นชายแดนสหรัฐ-เม็กซิโก
ฝ่ายต้องการขับโรบินฮู้ดเห็นว่าคนเหล่านี้มาเป็นภาระเงินภาษีอากรของคนอเมริกันเพราะจะต้องช่วยจัดการเรื่องการศึกษา การสาธารณสุขและสวัสดิการต่างๆซึ่งควรจะเป็นเฉพาะของคนอเมริกัน
สำหรับเรื่องการสร้างกำแพง
700 ไมล์ทางชายแดนนั้นผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย
อาร์โนลด์
ชวาเซนเนกเกอร์
ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่
23 เมษายนว่าเป็นวิธีการที่กลับไปสู่ยุคหิน(going back to the Stone Ages)แทนที่จะสร้างระบบเทคโนโลยี่สมัยใหม่เพิ่มขึ้นรวมทั้งใช้เจ้าหน้าที่ออกลาดตระเวนมากขึ้น เพราะปัจจุบันเราสามารถส่งคนไปลงบนดวงจันทร์ด้วยอากาศยาน
จึงน่าจะใช้เทคโนโลยี่ให้เกิดประสิทธิภาพ
ผู้ว่าฯอาร์โนลด์เห็นว่าหากสร้างกำแพงขึ้นมาแล้วมีอะไรรับประกันว่าผู้ลักลอบเข้าประเทศจะไม่สร้างอุโมงลอดเข้ามาเพราะเท่าที่จับได้ก็มีการขุดอุโมงให้รถบรรทุกแล่นเข้ามาได้ เขาเห็นว่ากำแพงอาจจะใช้ได้เฉพาะบางเขตเท่านั้น
แต่ไม่ใช่ทุกเขต
เหนือสิ่งอื่นใดเขาเห็นว่าเป็นภาพไม่น่าดูแม้แต่น้อยเพราะเม็กซิโกคือประเทศเพื่อนบ้านและเป็นประเทศ
คู่ค้าของสหรัฐ
จะทำให้เสียความรู้สึกกัน และยิ่งไปกว่านั้นต้องใช้เงินถึง
500 ,000 ล้านดอลลาร์
ใครจะเป็นคนออกเงินจำนวนนี้
? เขาตั้งคำถาม
คราวนี้เรามาดูเรื่องวิธีการขับโรบินฮู้ดออกจากสหรัฐ เรื่องนี้เคยมีความคิดมานานแล้ว
คิดโดยสถาบันแห่งหนึ่งชื่อ The National Policy Institute (NPI) แห่งเมืองแมคลีน
รัฐเวอร์จิเนีย เคยศึกษาไว้พบว่าการขับโรบินฮู้ดออกนอกสหรัฐจะทำให้สหรัฐประหยัดเงินงบประมาณได้หลายพันล้านดอลลาร์ต่อปี
โดยเฉพาะภาษีที่คนอเมริกันต้องเสียไป
เรื่องนี้นายเอ็ดวิน
รูเบนสไตน์
(Edwin Rubenstein)เคยเขียนรายงานไว้เรื่อง The Economics
of Immigration Enforcement: Assessing the Costs and Benefits
of Mass Deportation โดยนำเสนอเมื่อเดือนกรกฎาคม
2005 โดยอ้างอิงถึงงานของ The Center for American Progress ระบุว่าการขับโรบินฮู้ดจำนวนมากให้พ้นสหรัฐต้องใช้เวลา
5 ปีและใช้เงินงบประมาณ
230,000 ล้านดอลลาร์
แต่รายงานนี้ก็ไม่ได้บอกว่าสหรัฐจะต้องสูญเสียเงินเท่าใดอาทิเช่นค่าการศึกษา,การรักษาพยาบาล,สวัสดิการอื่นๆและค่าที่พักอาศัยซึ่งรัฐบาลอเมริกันต้องให้การสนับสนุน
ส่วนการศึกษาของ
NPI พบว่ารัฐบาลกลางสหรัฐต้องใช้เงินงบประมาณให้กับโรบินฮู้ดตกปีละ
26,000 ล้านดอลลาร์
ไม่นับรวมรัฐบาลมลรัฐและรัฐบาลท้องถิ่นที่ต้องจ่ายอีกจำนวนหนึ่ง
ยิ่งไปกว่านั้นยังพบว่าการใช้แรงงานราคาถูกของคนต่างชาติจะทำให้คนอเมริกันมีรายได้ลดลงกล่าวคือ
หากมีแรงงานผิดกฎหมายเพิ่มขึ้น
10 % จะทำให้ค่าจ้างของคนที่เกิดในสหรัฐลดลง
3.5 % ขณะเดียวกันสำนักงานสำรวจประชากรสหรัฐ(the U.S. Census)ประเมินไว้ว่าในปี
2025 จะมีแรงงานผิดกฎหมายในตลาดแรงงานสหรัฐมากถึง
34 %
การศึกษาของนายรูเบนสไตน์ระบุว่ารัฐบาลสหรัฐมีทางเดียวคือการเนรเทศคนต่างชาติให้พ้นสหรัฐแม้ว่าจะใช้เงินจำนวนมากก็ตาม
แต่เมื่อเทียบกับการประหยัดงบประมาณแล้วรัฐบาลสหรัฐคุ้ม
กว่า
ผู้ต้องการรายละเอียดของการศึกษาสามารถโทร.ไปขอได้ที่
NPI โทร.703-442-0558.
ขู่ฆ่ารองผู้ว่าฯแลคิฟอร์เนีย-นายกเทศมนตรีแอล.เอ.
เมื่อวันที่
24 เมษายน 2005 นายอาร์โนลด์
ชวาเซนเนกเกอร์
ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียเปิดเผยระหว่างการแถลงต่อสื่อมวลชนที่ซานคราเมนโต้ว่าภายหลังจากมีการถกเถียงการปฏิรูปคนเข้าเมืองส่งผลให้นักการเมืองระดับสูงเชื้อสายฮิสแปนิก
2 คนถูกขู่ฆ่า
ประกอบด้วยนายครูซ
บัสตาเมนตี้
รองผู้ว่าการรัฐและนายแอนโทนี่
วิลลาเรโกซ่า
นายกเทศมนตรีแอล.เอ.
นายสตีฟ
กรีน โฆษกของรองผู้ว่าฯเปิดเผยว่าเมื่อเดือนมีนาคมทั้ง
2 คนออกไปร่วมประท้วงหลังจากนั้นก็ได้รับอีเมลที่ข่มขู่รวมทั้งไปรษณีย์บัตรที่เขียนไว้ว่า
“คนแม็กซิกันดีๆก็คือคนแม็กซิกันที่ตายแล้ว” (The
only good Mexican is a dead Mexican)
การประท้วงของนักการเมืองทั้งสองไม่เห็นด้วยกรณีร่างกฎหมายให้เอาผิดทางอาญาแก่ผู้อยู่อย่างผิดกฎหมาย
รวมทั้งสนับสนุนให้คนอยู่ผิดกฎหมายได้รับสิทธิจนถึงขั้นเป็นพลเมืองอเมริกัน
ชวาเซนเนกเกอร์ยังเป็นห่วงเรื่องการนำสีไปพ่นภัตตาคารของคนแม็กซิกันที่ซาน
ดิเอโก้เมื่อวันที่
10 เมษายนถือว่าเป็นการรังเกียจผิวโดยตรง
เรื่องนี้เขาสั่งการไปยังเจ้าหน้าที่ผู้รักษากฎหมายในรัฐให้ดำเนินการอย่างเคร่งครัดกับการรังเกียจผิว( hate
crime)
ผู้ว่าฯแคลิฟอร์เนียเปิดเผยว่าตนไม่เห็นด้วยที่จะให้มีการนิรโทษกรรมผู้อยู่อย่างผิดกฎหมาย
แต่ก็ไม่เห็นด้วยที่จะมีการเนรเทศคน
11 ล้านคนออกนอกสหรัฐเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
ขณะที่นายวิลลาเรโกซ่าให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่
25 เมษายนว่าเขาไม่สนใจกับคำขู่และไม่มีการเพิ่มกำลังอารักแต่อย่างใด
“ไม่มีอะไรน่าวิตก
คุณมองดูหน้าผมสิ
ผมไม่ได้เป็นห่วงเป็นใยกับเรื่องนี้เลย” วิลลาเรโกซ่ากล่าว
เขาเป็นลูกผู้อพยพชาวแม็กซิกัน
ส่วนตัวเขาเองเกิดที่แอล.เอ.ในชุมชนฮิสแปนิกตั้งอยู่ไม่ไกลจากฟรีเวย์สาย
10 อีสต์ตรงข้ามกับแคลสเตท
แอล.เอ.....ÍèÒ¹µèÍ
|