|
รัฐบาลสั่งฆ่าประชาชนอยู่ต่อไปทำไม
เมื่อวันที่
17 ตุลาคม 2551 คณะอนุกรรมการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
1 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเสนอผลการสอบข้อเท็จจริงเหตุการณ์สลายประชาชนหน้ารัฐสภาเมื่อวันที่
7 ตุลาคมเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต
บาดเจ็บ บาดเจ็บสาหัสและบางรายนำไปสู่การพิการและทุพลภาพตลอดชีวิตเพราะแขนขาดขาขาด
คำสรุปเขียนไว้ว่า”จึงเชื่อว่า
การกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการใช้กำลังและอาวุธแก๊สน้ำตาเข้าสลายฝูงชนในวันที่
7 ตุลาคม 2551 เกิดจากการสั่งการของรัฐบาลเพื่อให้การแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อที่ประชุมรัฐสภาสามารถดำเนินการไปได้ตามกำหนด
ฉะนั้น เมื่อเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนขึ้น
รัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องรับผิดชอบต่อการสูญเสียที่เกิดขึ้นในครั้งนี้”
หากประมวลข้อเท็จจริงจะเห็นได้ว่ารัฐบาลประชุมฉุกเฉินที่ทำเนียบชั่วคราวดอนเมืองคืนวันที่
6 ตุลาคม
จากนั้นมีการประชุมที่กองบัญชาการตำรวจนครบาลจนถึงเวลา
02.00 น.ของวันที่
7 ตุลาคมก่อนตำรวจจะนำกำลังเข้าสลายเวลา
07.00 น.วันเดียวกัน ความชัดเจนตรงนี้เห็นได้ว่าความผิดเกิดจากรัฐบาลสั่งการไปยังกองบัญชาการตำรวจนครบาลให้ออกปฏิบัติการสลายการชุมนุม
แต่รัฐบาล”ซื้อเวลา”ตั้งกรรมการ
2 คณะขึ้นมาประกอบด้วยคณะกรรมการอิสระเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเหตุการณ์
ความไม่สงบเมื่อวันที่
7 ตุลาคม มีนายปรีชา
พานิชวงศ์
อดีตรองประธานศาลฎีกา
เป็นประธานเพื่อสอบสวนหาข้อเท็จจริงที่ทำให้เกิดความรุนแรงและคณะกรรมการช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สลายการชุมนุม
ที่มีนายชวรัตน์
ชาญวีรกูล
รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน
ในเมื่อรัฐบาลมีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงกับเหตุการณ์ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาทำให้เราเห็นว่าเป็นการตั้งขึ้นมาเพื่อ”ฟอกผิด”ตัวเองมากกว่าอื่นใด
ในโลกนี้ไม่มีใครทำกัน
ยิ่งไปกว่านั้นคณะกรรมการฯมีหน้าที่เพียงรวบรวมข้อเท็จจริงไม่ได้มีอำนาจชี้ผิดถูก
จึงถามว่าตั้งมาทำไมทางออกจะต้องมีกรรมการอิสระเช่นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญซึ่งก็ได้มีผลสอบออกมาแล้ว หรืออีกทางหนึ่งมอบให้ที่ประชุมใหญ่คณะกรรมการศาลฎีกาเป็นผู้แต่งตั้งจึงจะเกิดความชอบธรรมที่ทุกฝ่ายยอมรับได้
นอกจากนี้นายตำรวจระดับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล
ไล่เรียงลงมาจนถึงระดับผู้บังคับการตำรวจจะต้องถูกสั่งพักงานในระหว่างการสอบสวนเพื่อให้ปลอดจากการใช้อิทธิพลไปบีบบังคับหรือทำลายพยานหลักฐาน นี่เป็นหลักปฎิบัติในวงราชการอยู่แล้ว เช่นเดียวกับกรณีข้าราชการทุจริตประพฤติมิชอบจะต้องถูกสั่งเข้าประจำกรมหรือให้ปลดออกจากราชการไว้ก่อนจนกว่าการสอบสวนจะเสร็จสิ้น วิธีการเหล่านี้รัฐบาลก็ไม่นำมาปฏิบัติ
เช่นเดียวกับการดันทุรังจะแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา
291 เพื่อตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ(ส.ส.ร.
3)ขึ้นมาร่างรัฐธรรมนูญโดยเริ่มจากที่ประชุม
4 ฝ่ายประกอบด้วยประธานรัฐสภา,ประธานวุฒิสภา,นายกรัฐมนตรีและผู้นำฝ่ายค้านในสภาซึ่งนายประสพสุข
บุญเดช ประธานวุฒิสภาไม่เข้าร่วมด้วยเพราะติดธุระ
ขณะที่นายอภิสิธิ์
เวชชาชีวะ
ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาได้ถอนตัวออกไปเพราะเห็นว่ารัฐบาลจะต้องเคลียร์คดี
7 ตุลาคมให้เรียบร้อยไม่ใช่รวบรัดทำ เรื่องนี้ก็ถือว่ารัฐบาลเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
จะทำให้บ้านเมืองเกิดวิกฤติมากยิ่งขึ้น
หรือว่าความรุนแรงในเหตุการณ์วันที่
7 ตุลาคมยัง
”เปื้อนเลือด”ไม่พอ .....ÍèÒ¹µèÍÊÑ»´ÒËì·ÕèáÅéÇ |